
เสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน 5
โดย...รศ.ดร.สรศาสตร์ สุขเจริญสิน
โดย...รศ.ดร.สรศาสตร์ สุขเจริญสิน
วันนี้ขอพูดถึงตลาดตราสารหนี้อีกครั้ง เพราะผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นตลาดที่มีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาคเอกชนที่สำคัญในอนาคตอันใกล้นี้ ตลาดตราสารหนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของตลาดการเงินของประเทศที่สำคัญ เพราะเป็นแหล่งระดมเงินทุนสำหรับการจัดหาเงินทุนแก่ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ภาคเอกชน เป็นต้น
ยิ่งแนวโน้มตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนกำลังเติบโตอย่างสูงในช่วงหลายปีนี้ และกำลังจะเข้าสู่ยุคทองของการเปิดเสรีอาเซียนที่บริษัทเอกชนต้องการระดมทุนเพื่อขยายกิจการในภูมิภาค ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าตลาดตราสารหนี้จะมีบทบาทสำคัญในการระดมทุนที่สำคัญในทศวรรษหน้าของประเทศไทยอย่างแน่นอน สิ่งที่สำคัญก็คือ ตลาดตราสารหนี้จะต้องมีเสถียรภาพ เป็นที่พึ่งของภาครัฐและบรรดาบริษัทเอกชนในการระดมทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพราะนับจากวิกฤตการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในปี พ.ศ. 2551 นั้น นานาประเทศก็ได้หันไปให้ความสนใจกับเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในแถบภูมิภาคอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้นำเงินออมในภูมิภาคมาลงทุนระยะยาวภายในภูมิภาค ด้วยการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ของภูมิภาคให้แข็งแกร่งและส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนในอาเซียนสามารถระดมทุนด้วยต้นทุนที่ต่ำลง
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากตลาดตราสารหนี้ในภูมิภาคไร้เสถียรภาพ ดังนั้นวันนี้ผู้เขียนจะขอเล่าถึงงานวิจัยที่ผู้เขียนมีส่วนร่วมเกี่ยวกับเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้ โดยลักษณะของตลาดทุนที่มีเสถียรภาพที่ควรจะต้องมีก็คือ
(1) ตลาดจะต้องมีสภาพคล่อง (Liquidity) คือ มีสภาพคล่องในการซื้อขายเปลี่ยนมือ
(2) มีความผันผวน (Volatility) ในระดับที่เหมาะสมควบคุมได้ หากตลาดมีความผันผวนสูงจากการที่ระดับราคาของหลักทรัพย์เคลื่อนไหวออกห่างจากระดับราคาที่ควรเป็นหรือที่สมดุล (Equilibrium Price) จะทำให้เกิดความเสี่ยง ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ลงทุนที่ต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจะออกจากตลาด หรือมิฉะนั้นก็ต้องการรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น และทำให้ต้นทุนของเงินทุนสูงขึ้น
(3) มีประสิทธิภาพ (Efficiency) ได้แก่ การที่ราคาหลักทรัพย์สะท้อนถึงข้อมูลข่าวสารในตลาดหลักทรัพย์อย่างรวดเร็ว และ
(4) มีต้นทุนของเงินทุนต่ำ (Low Capital Costs)
จากลักษณะทั้งหมดนี้ได้ถูกนำมาสร้างดัชนีเชิงเปรียบเทียบตัวชี้วัดเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้ในด้านต่างๆ ของประเทศต่างๆ ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน 5 ตามแนวทางการสร้างดัชนีตัวชี้วัดในองค์รวม (Composite Index) ที่เสนอโดย Stone and Ranchhod (2549) ขึ้นเพื่อวัดเสถียรภาพโดยรวมของตลาดตราสารหนี้ในภูมิภาคอาเซียน ระหว่างปี พ.ศ. 2549-2556 (ดูกราฟฟิกประกอบ)
ผลการศึกษาตัวชี้วัดเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้สามารถแสดงได้ในภาพที่ 1 จากภาพแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มด้านเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้ในแต่ละประเทศ พบว่าประเทศสิงคโปร์มีระดับของเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้สูงที่สุดในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน 6 เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ รองลงมาคือประเทศมาเลเซีย ส่วนประเทศไทยโดยเฉลี่ยน่าจะอยู่อันดับกลางๆ แต่ถ้าดูแนวโน้มตามเวลาแล้ว ตลาดตราสารหนี้ประเทศฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียมีแนวโน้มด้านเสถียรภาพที่ดีขึ้น ในช่วงปี พ.ศ. 2549-2556 ในขณะที่ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย มีแนวโน้มภาพรวมด้านเสถียรภาพในปี พ.ศ. 2549-2556 ที่ค่อนข้างคงที่
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี พ.ศ. 2551 ทั้งประเทศฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียมีเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้ต่ำสุด โดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 1.718 และ 1.894 คะแนน ตามลำดับ แต่ในประเทศไทยกลับพบว่าในปี พ.ศ. 2551 นั้นกลับมีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุดในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน 5
ข้อมูลเหล่านี้แสดงถึงความสามารถของตลาดตราสารหนี้ของไทยในการมีเสถียรภาพในเรื่องการรับแรงกระแทกอันเกิดจากสภาวะวิกฤตได้เป็นอย่างดี และมีแนวโน้มที่มีความสม่ำเสมอมากกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอีกด้วย จุดเด่นของประเทศไทย คือ มีอัตราการหมุนของตลาดตราสารหนี้สูงเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน 5
นั่นคือ ตลาดตราสารหนี้ไทยมีสภาพคล่องที่ดีมาก ซึ่งน่าจะมีสาเหตุมาจากนโยบายของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ที่ภายหลังวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งในปี พ.ศ. 2540 ได้มีวิสัยทัศน์ในการยกระดับการพัฒนาตราสารหนี้ไทย โดยมีตารางวันและเวลาในการประมูลพันธบัตรในแต่ละสัปดาห์ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับตลาดตราสารหนี้ อีกทั้งยังมีประโยชน์อย่างมากในการทำให้ตลาดสามารถสร้าง Benchmark และภาคเอกชนสามารถกำหนดราคาตราสารหนี้ (Pricing Bond) ได้
อย่างไรก็ตาม ตลาดตราสารนี้ไทยก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ จุดที่ยังต้องมีการพัฒนา คือ โครงสร้างอายุตราสารหนี้ ที่มีแต่ระยะสั้นเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะส่งผลต่อความผันผวนของเสถียรภาพในตลาดตราสารหนี้ในภาวะที่เงินทุนเกิดภาวะไหลออกอย่างกะทันหัน นอกจากนี้ความผันผวนด้านอัตราแลกเปลี่ยนก็มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้อยู่ไม่น้อย
ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงควรมีมาตรการในการรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อภาวะเงินทุนไหลเข้า-ออกภายในประเทศ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วผลกระทบดังกล่าวอาจส่งผลต่อเสถียรภาพในตลาดการเงินในยามที่เศรษฐกิจโลกมีการเชื่อมโยงแบบโลกาภิวัตน์อีกด้วยเช่นกัน
ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งที่ผู้เขียนสังเกตเห็นก็คือ เสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้ในภูมิภาคมีความใกล้เคียงกันมากขึ้นตามเวลา ประเด็นนี้นับเป็นประโยชน์ในการรวมตัวของตลาดการเงินในอาเซียนในอนาคตอันใกล้ เช่น ตลาดพันธบัตรเอเชีย โดยความร่วมมือกันระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย ที่ชาวเอเชียใฝ่ฝันถึงคงมีโอกาสเป็นจริงได้
ทั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเช่นที่เคยเกิดขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย เพราะหากพิจารณาพื้นฐานด้านการเงินจะพบว่า ประเทศส่วนมากในเอเชียตะวันออกมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง และมีเงินออมในประเทศอยู่มาก จำนวนเงินตราสำรองระหว่างประเทศมีมาก แต่ส่วนใหญ่นำไปลงทุนในหลักทรัพย์ของภูมิภาคอื่นๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐ ซึ่งอยู่ในรูปเงินสกุลดอลลาร์
ดังนั้น แนวคิดของพันธบัตรเอเชียจึงเป็นการนำเอาเงินออมดังกล่าวมาลงทุน หรือการให้กู้ยืมในประเทศเอเชียด้วยกัน ดังคำขวัญที่ว่า “เงินออมของคนเอเชีย โดยคนเอเชีย เพื่อคนเอเชียและคนทั้งโลก” ซึ่งเท่ากับความหวังของเราในการใช้ทรัพยากรของเอเชียมาพัฒนาประเทศในเอเชียด้วยกันเองในอนาคตก็ใกล้จะเป็นจริงเข้ามาทุกขณะแล้ว







