
จีนคุมเข้มตลาดหุ้น ห้ามไอพีโอ28บริษัท
ตลาดหุ้นของจีนที่ดิ่งรูดอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลางความหวั่นวิตกว่าฟองสบู่ตลาดหุ้นแดนมังกรใกล้แตก
ตลาดหุ้นของจีนที่ดิ่งรูดอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลางความหวั่นวิตกว่าฟองสบู่ตลาดหุ้นแดนมังกรใกล้แตก
ทำให้รัฐบาลจีนต้องรีบออกมาสกัดความผันผวนดังกล่าว ล่าสุด บลูมเบิร์กรายงานว่า คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์จีนได้สั่งระงับการเปิดขายหุ้นไอพีโอของ 28 บริษัทเอกชน หลังจากเกิดความผันผวนในตลาดหลักทรัพย์จีนอย่างหนักเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเป็นบริษัทที่เตรียมเสนอขายไอพีโอในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ 10 บริษัท และเป็นการเสนอขายหุ้นไอพีโอในตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้นอีก 18 บริษัท ซึ่งไม่ได้ระบุถึงระยะเวลาของการสิ้นสุดของคำสั่งนี้
คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นหลังการหารือกันของรัฐสภาแห่งชาติจีนหรือคณะรัฐมนตรีของจีน ซึ่งคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์ของจีนได้รับคำสั่งและนำบังคับใช้ทันที การสั่งระงับการเปิดขายหุ้นไอพีโอในครั้งนี้จะส่งผลให้กระแสทุนในตลาดเลี่ยงการลงทุนในบริษัทเหล่านี้ทันที
ความเคลื่อนไหวนี้ยังมีขึ้นหลังจากที่สมาคมหลักทรัพย์จีน (เอสเออี) ได้ประกาศตั้งกองทุนเพิ่มเสถียรภาพให้ตลาดหุ้นจีนกว่า 6.48 แสนล้านบาท โดยจะใช้กองทุนดังกล่าวเข้าแทรกแซงเมื่อดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตดิ่งลงต่ำกว่า 4,500 จุด
ทั้งนี้ ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปรับตัวลง 5.8% มาอยู่ที่ 3,86.92 เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมา และดิ่งจากจุดสูงจุดในวันที่ 12 มิ.ย. ถึง 29% ซึ่งเท่ากับว่ามีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นจีนถึง 2.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 94.36 ล้านล้านบาท) ถือเป็นการดิ่งลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1992
สำหรับประเทศไทย ที่หลายฝ่ายหวาดวิตกว่าจะได้ผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงของจีนนั้น แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากที่ได้หารือกับผู้ประกอบการ ขณะนี้ยังมองว่าประเทศจีนเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับการส่งออกของไทย แม้จีนจะมีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจอยู่ เช่น ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ มีการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยเน้นเศรษฐกิจภายในมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลจีนยังสามารถบริหารจัดการได้ แต่สำหรับความเสี่ยงฟองสบู่ในตลาดหุ้นจีนครั้งนี้ต้องให้หน่วยงานหลักทางเศรษฐกิจของไทยประเมินผลกระทบอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ได้ปรับแผนการส่งออกไปตลาดจีน โดยยังเดินหน้าตามแผนเดิม ซึ่งเน้นทั้งการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการไทยกับผู้ประกอบการท้องถิ่นทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง สำหรับปีนี้มีกิจกรรมสร้างเครือข่ายไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง
“การเจาะตลาดจีนตอนนี้ เน้นทั้งเมืองใหญ่และเมืองรอง โดยเฉพาะเมืองรอง เช่น หนิงเซียะ ฉงชิ่ง กุ้ยหลิน ตอนนี้ยังมีความต้องการสินค้าจากไทย ทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค กระทรวงฯ ได้คุยกับผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่าตลาดที่มีความเสี่ยงนั้นยิ่งมีโอกาส โดยเราต้องรักษาหรือเพิ่มการค้าในตลาดจีน เพราะไม่เช่นนั้นตลาดจะตกเป็นของผู้แข่งขันรายอื่น” แหล่งข่าวเปิดเผย
ข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า การค้าระหว่างไทยและจีนเดือน ม.ค.–พ.ค. มีมูลค่ารวม 839,817 ล้านบาท ซึ่งจีนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีสัดส่วน 14% ของการส่งออกทั้งหมด โดยการส่งออกสินค้าจากไทยไปจีนในช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค. 2558 มีมูลค่า 309,359 ล้านบาท ลดลง 7.81% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่า 335,560 ล้านบาท







