
คันธารราษฎร์ พระปางขอฝน
ชาวบ้านในชนบท ทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ และอีสาน แห่นางแมวขอฝน เป็นข่าวทางสื่อมวลชนตลอดในช่วงนี้
โดย...เด่นดาว ศิลปานนท์
ชาวบ้านในชนบท ทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ และอีสาน แห่นางแมวขอฝน เป็นข่าวทางสื่อมวลชนตลอดในช่วงนี้ เพราะสภาพแห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วงนาน น้ำในเขื่อนเหลือน้อย จนกระทั่งรัฐบาลขอให้ชาวนาเลื่อนการทำนาปีออกไป เพราะไม่มีน้ำเพียงพอเลี้ยงต้นข้าว
การแห่นางแมว เป็นธรรมเนียมหรือประเพณีอย่างหนึ่ง เมื่อเกิดฝนแล้ง เอาแมวตัวเมียมาใส่กรงแห่แหนไปรอบๆ หมู่บ้าน มีความชื่อว่าเทวดาฟ้าดินอาจบันดาลให้ฝนตก
ในสมัยพุทธกาล เมื่อเกิดภาวะฝนแล้ง ประชาชนอดอยาก ก็ทำพิธีขอฝนเช่นกัน แต่เป็นการขอจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีที่มาในพระไตรปิฎกว่า
พระสุตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก กล่าวปรารภเหตุชาดก เรื่อง พญาปลาช่อนตั้งสัจจาธิษฐานขอฝนว่า ครั้งหนึ่ง เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี แค้วนโกศล ในช่วงนั้นเกิดภัยพิบัติฝนไม่ตก ข้าวกล้าทุกตำบลเหี่ยวแห้ง บึง บ่อ สระโบกขรณี ใหญ่ น้อย ทุกแห่ง ไม่มีน้ำ จนพื้นแตกระแหง แม้แต่สระโบกขรณีในพระเชตวัน ซึ่งมีน้ำใสเย็นเป็นพุทธบริโภคก็แห้ง เหล่านกกาต่างมาจิกกินเหล่าปลาและเต่าที่หลบในเปือกตม
พระบรมศาสดาทรงทอดพระเนตรเห็น ก็เกิดความกรุณา ทรงดำริจะให้ฝนตกมาบรรเทาทุกข์ความเดือดร้อนให้สิ้นไป จึงเสด็จมาประทับที่บันไดขั้นแรกของสระ ตรัสเรียกผ้าอุทกสาฎก (ผ้าสรงน้ำ) จากพระอานนท์พุทธอนุชา เพื่อจะสรงน้ำ พระอานนท์กราบทูลว่าสระโบกขรณีแห้งขอดแล้ว แต่พระพุทธองค์ก็ทรงย้ำ เมื่อพระอานนท์นำผ้ามาถวาย พระพุทธองค์ทรงฉลองพระองค์ด้วยอุทกสาฎกเพื่อสรงน้ำ
ขณะนั้นท้าวสักกเทวราชทราบเหตุ จึงมีเทวบัญชาให้วลาหกเทวราช เจ้าแห่งฝน บันดาลให้เกิดมหาเมฆและห่าฝนตกในแคว้นโกศล ทำให้สระโบกขรณีเต็มด้วยน้ำ รวมทั้งที่อื่นๆ ในแคว้นโกศล พระบรมศาสดาสรงน้ำแล้วเสด็จกลับยังพระคันธกุฎี มหาชน และสัตว์ทั้งหลายรอดพ้นจากภัยคือความแห้งแล้ง และได้ความสุขจากน้ำฝนทั่วกัน
ต่อมาพระเจ้าแผ่นดินแคว้นคันธารราษฎร์ผู้เลื่อมใสศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนา ได้สดับเรื่องพระพุทธองค์ทรงบันดาลให้ฝนตกใหญ่ในแคว้นโกศล ปรารถนาคุณพระพุทธานุภาพบันดาลให้ฝนตกในแว่นแคว้นของตน จึงให้สร้างพระพุทธปฏิมากรทรงนั่ง พระกรหนึ่งทรงกวักเมฆเรียกฝน พระกรหนึ่งหงายรองรับน้ำฝน เมื่อปีใดเกิดฝนแล้ง ก็เชิญพระพุทธปฏิมาออกตั้งสักการบูชา ขอพระพุทธเดชานุภาพให้ฝนตกลงในเขตแคว้นของตน ภายหลังมามีผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาได้สร้างพระพุทธรูปตามธรรมเนียมจารีตของชาวคันธารราษฎร์ ทำการสักการบูชาเมื่อฝนแล้ง จึงเรียกพระพุทธรูปแสดงปางขอฝนว่า “พระพุทธรูปคันธารราษฎร์” เพราะสร้างขึ้นในแคว้นคันธารราษฎร์เป็นต้นแบบมาแต่เดิม
การตั้งบูชาพระพุทธคันธารราษฎร์เพื่ออำนวยให้ฝนตก มีเค้ามูลมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในจดหมายเหตุการพระราชพิธีพิรุณศาสตร์ในแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ ระบุว่ามีการอัญเชิญพระพุทธรูปปางสมาธิองค์หนึ่ง และรูปปลาช่อนมาตั้งในโรงพิธีแล้วนิมนต์พระสงฆ์ 20 รูป มาสวดคาถาว่าด้วยชาดกเรื่องพญาปลาช่อนตั้งสัจจาธิษฐานของฝน (มัจฉาชาดก) ตลอดทั้งกลางวันกลางคืน 3 วัน และรูปปลา เพื่อให้ฝนตก
ตามหนังสือคำให้การขุนหลวงหาวัดประดู่ทรงธรรม กล่าวว่า พระนครศรีอยุธยามีพระพุทธรูปที่ทรงพุทธานุภาพอันเป็นหลักพระนคร 8 พระองค์ หนึ่งในจำนวนนั้นคือ พระพุทธรูปคันธารราษฎร์ ลักษณะเป็นพระปฏิมานั่งสมาธิ หน้าตักศอกหนึ่ง หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ประวัติเล่าว่าลอยน้ำมาจากปักษ์ใต้อัญเชิญไว้ยังพระวิหารวัดธรรมิกราช มีพุทธานุภาพมาก ขอฝนให้ตกได้ เป็นต้นเค้าแสดงถึงประเพณีการสร้างพระพุทธรูปขอฝนที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย
พระพุทธรูปคันธารราษฎร์รุ่นเก่าครั้งกรุงศรีอยุธยา สร้างเป็นพระพุทธรูปอยู่ในอิริยาบถนั่งตามธรรมเนียมสืบมาแต่แคว้นคันธารราษฎร์ อาทิ พระพุทธรูปคันธารราษฎร์ วัดใหญ่สุวรรณาราม จ.เพชรบุรี ลักษณะพระปฏิมานั่งขัดสมาธิเพชรพระหัตถ์ขวายกขึ้น งอนิ้วพระหัตถ์เป็นกิริยากวักเรียกฝน พระหัตถ์ซ้ายวางหงายรองรับฝนบนพระเพลา แบบศิลปะจีนปนไทย คือ ครองจีวรคลุมพาหาทั้งสอง แหวกพระอุระกว้าง คาดรัดประคดที่พระอุทร แบบพระจีนญวนหรือพระจีน พระพักตร์เป็นแบบไทย พระรัศมีรูปเปลวเพลิง พระเกตุมาลา ทรงมะนาวตัด เม็ดพระศกเป็นขมวดเล็ก พระขนงโค้งเป็นสันคม พระเนตรเหลือบต่ำ พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์เหยียดกว้าง ใบพระกรรณยาว ประทับบนฐานบัวหงายซ้อนเหนือแข้งสิงห์ ลักษณะฐานแอ่นโค้ง สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย ราวพุทธศตวรรษที่ 23-24 เป็นต้นแบบพระพุทธรูปซึ่งเจ้าจอมเอิบในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้หล่อขยายอุทิศส่วนกุศลถวายสนองพระเดชพระคุณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานอยู่ภายในระเบียงพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ปัจจุบัน
(ข้อมูลจากวารสารศิลปากร ฉบับที่ 4 เดือน กค.-ส.ค. 2456 โดย เด่นดาว ศิลปานนท์)







