
‘สุวิน ไกรภูเบศ’ จากหมอสู่ธุรกิจความงาม
หมอ อาชีพในฝันและเป็นความใฝ่ฝันของผู้คนมากมาย แต่ นพ.สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์
หมอ อาชีพในฝันและเป็นความใฝ่ฝันของผู้คนมากมาย แต่ นพ.สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ ที่สละออกมาจากการเป็นแพทย์ แต่ผันตัวเองมาเป็นเจ้าของธุรกิจด้านความงามที่ประสบความสำเร็จจนเป็นที่รู้จัก และฮิตติดลมบนทั้งจากผู้ใช้ในประเทศและต่างประเทศ
เขาเป็นหมอที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จต้องมีความเป็นไปได้ของธุรกิจที่จะทำด้วย
“ผมชอบเกี่ยวกับงานออกแบบ งานเกี่ยวเนื่องกับงานสถาปนิก แต่มองแล้วว่าถ้าทำแบบนั้นโอกาสสำเร็จยาก จึงตัดสินใจที่จะเข้าสู่การทำธุรกิจความงามแต่เป็นธุรกิจความงามที่ยังมีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกับสิ่งที่ชอบนั้นคือเอางานออกแบบมาใช้ เพราะผลิตภัณฑ์และการตกแต่งร้านที่ขายสินค้าจะดึงดูดใจและเป็นที่ต้องการของลูกค้า”
แรงบันดาลใจการเข้ามาทำธุรกิจด้านความงามมาจากการที่ผมชอบอ่านหนังสือแล้ววันหนึ่งอ่านหนังสือเรื่อง คนยิวสอนลูก ว่า หากจะทำธุรกิจอะไรก็ให้ทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผู้หญิงเพราะผู้หญิงเป็นคนจ่ายเงิน เป็นคนถือเงิน ส่วนผู้ชายเป็นคนหาเงิน ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เขาตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจความงาม ทฤษฎีนี้ก็เป็นจริงเพราะไม่ว่าจะมีวิกฤตหรือไม่ผู้หญิงก็ถือว่าเรื่องความสวยงามเป็นสิ่งจำเป็นอยู่เสมอ”
หมอวินไม่ได้ตั้งใจเป็นหมอ แต่เลือกเรียนหมอตามกระแสนิยมในยุคนั้นที่นักเรียนมัธยมต้องเอนทรานซ์คณะแพทยศาสตร์ โดยเขาเรียนแพทย์ที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ทั้งที่จริงชอบเป็นนักธุรกิจเพราะพื้นเพของชีวิตครอบครัวทำธุรกิจส่งออกมอเตอร์ไซค์ไปขายที่เวียดนาม
“ผมใช้ชีวิตเป็นหมอทั่วไปอยู่ 2-3 ปีหลังจากเรียนจบ ทั้งใช้ทุนที่โรงพยาบาลต่างจังหวัด และเปิดคลินิกส่วนตัวรักษาโรคทั่วไป แต่วันหนึ่งเมื่อความอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองบังเกิดผมจึงตัดสินใจเข้ามาทำธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ”
บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ถือกำเนิดในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เป็นร้านค้าเล็กขนาด 9 ตร.ม.ที่ศูนย์การค้าโบนันซ่า ฝั่งตรงกันข้ามห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง และด้วยการออกแบบ และใส่ใจในรายละเอียดของสินค้า ซึ่งส่วนหนึ่งก็ได้มาจากการเรียนวิชาแพทย์ที่เมื่อแพทย์จะรักษาผู้ป่วยต้องซักประวัติอย่างละเอียด เช่นเดียวกับการทำสินค้าผมก็จะศึกษาและดูความสนใจและใส่รายละเอียดต่างๆ ลงไป จนทำให้สินค้าของบริษัทเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้อย่างมาก และด้วยผลิตภัณฑ์ของบริษัทเปรียบเหมือนสินค้าประเภทเคาน์เตอร์แต่ราคาชาวบ้าน ผู้ใช้ก็ยิ่งติดและเป็นที่ชื่นชอบและแม้ว่าจะเกิดวิกฤตอย่างไรสินค้าก็ยังสามารถที่จะขายและเติบโตได้
“ทุกครั้งที่ผมจะออกผลิตภัณฑ์หรือสินค้าใหม่ๆ อันดับแรกผมจะถามภรรยาผมก่อนว่าเธอคิดเห็นอย่างไรชอบหรือไม่ชอบ เพราะผู้หญิงจะเข้าใจในรายละเอียดและเข้าใจความต้องการของผู้หญิงด้วยกัน ซึ่งผมกับภรรยาก็ต้องถือว่ามีความพิเศษที่ลงตัวเพราะภรรยาผมเขาจบพยาบาลและก็ทำธุรกิจด้านาการ์เมนต์แต่เมื่อวิกฤตตอนปี 25540 เราตัดสินใจที่จะเลิกทำและหันมารุกธุรกิจความงามอย่างจริงจัง”
นับจากวันนั้นที่บริษัทมีร้านเพียง 9 ตร.ม.จ่ายค่าเช่าเดือนละ 4,700 บาท ปัจุบันนี้ บิวตี้ มีพื้นที่ขายรวมกันทั้งหมดประมาณ 1.12 แสน ตร.ม.หรือมีสาขาทั้งสิ้น 286 สาขาในประเทศ ซึ่งจะแบ่งเป็น บิวตี้บุฟเฟต์ จะมีพื้นที่ร้านค้าขนาด 34 ตร.ม. บิวตี้คอทเทจ ขนาด 80 ตร.ม.และบิวตี้มาร์เก็ตขนาดพื้นที่ 500-600 ตร.ม. และ 23 สาขาต่างประเทศ ด้วยรายได้ต่อปีกว่า 1,000 ล้านบาท
ในปี 2557 บริษัทมีรายได้รวม 1,385 ล้านบาทและมีกำไรสุทธิ 301 ล้านบาทและไตรมาสแรกปี 2558 มีรายได้ 364.47 ล้านบาทและมีกำไรสุทธิ 76 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องแม้ว่าภาพรวมของเศรษฐกิจจะไม่ดี แต่เรื่องความสวยความงามเป็นสิ่งที่จำเป็นเหตุเพราะผู้หญิงจะไม่หยุดสวย ขณะที่ผู้ชายเองก็เริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้นเช่นกัน ธุรกิจความงามหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับความงามจัดเป็นธุรกิจค้าปลีกที่กำลังได้รับความนิยมและสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศอย่างมากและเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้กองทุนยักษ์ใหญ่สนใจและเข้ามาซื้อหุ้นของบริษัท
หมอวิน บอกว่าจนถึงวันนี้ ยังอ่านหนังสือเจอคำว่าจะทำธุรกิจอะไรต้องทำเกี่ยวข้องกับผู้หญิงและเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นและทุกวันนี้เขาก็ให้ภรรยาเป็นผู้บริหารเงินส่วนตัวให้







