posttoday
พลังเยาวชนบนโลกสมัยใหม่ (1)

พลังเยาวชนบนโลกสมัยใหม่ (1)

05 กรกฎาคม 2558

“รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี เลี้ยงให้ดี เลี้ยงไว้สร้างโลก” บทความวันนี้อยากจะให้ข้อแนะนำแก่ คสช.ในการ “จัดการ”

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

“รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี เลี้ยงให้ดี เลี้ยงไว้สร้างโลก”

บทความวันนี้อยากจะให้ข้อแนะนำแก่ คสช.ในการ “จัดการ” กับเยาวชนที่หลายคนเป็นห่วงว่าท่านผู้มีอำนาจจะ “ทำร้าย” เด็กพวกนี้ที่กำลังเคลื่อนไหวต่อต้าน แต่เป็นการจัดการ “ที่ดี” เพื่อใช้ประโยชน์จากพลังของคนวัยรุ่นและหนุ่มสาวเหล่านี้โดยตรง

ผู้เขียนมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับ “พลังเยาวชน” เนื่องจากเติบโตเป็นวัยรุ่นมาในช่วงของการต่อสู้กับเผด็จการทหารตั้งแต่ที่เรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในปี 2514 เมื่ออายุกำลังย่างขึ้นปีที่ 13 รู้สึกดีถึง “ความเป็นตัวตน” ที่อยากจะเป็นโน่นเป็นนี่อย่างไม่รู้สึกเบื่อหน่าย และ “พลังอันล้นเหลือ” ที่อยากทำอย่างนั้นทำอย่างนี้อย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย

ในปี 2514 บ้านเมืองของเรามีเรื่องวุ่นวายอยู่เยอะ แม้ว่าตอนนั้นจะมีการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2512 ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 ก็เนื่องมาจากรัฐธรรมนูญได้ห้ามไม่ให้ สส.เป็นรัฐมนตรี ซึ่งตอนนั้นพรรคของจอมพลถนอม กิตติขจร คือพรรคสหประชาไทยก็ครองเสียงข้างมากในสภา ทั้งยังมีกองทัพทั้งกองทัพหนุนหลัง แต่ก็ไม่วายจะเกิดความปั่นป่วนอันเป็นเหตุเพราะการเรียกร้องผลประโยชน์ของ สส.ที่จะให้รัฐบาลจ่าย “ค่ายกมือ” เพื่อการสนับสนุนนโยบายต่างๆ และเพื่อผ่านร่างกฎหมายทั้งหลายที่จะใช้ในการบริหารของรัฐบาล (ว่ากันว่าตำนานเรื่องการจ่ายเงินในสุขารัฐสภาก็เกิดมีมาในสมัยนี้) ยิ่งไปกว่านั้น ยังเกิดลัทธิเรียกเอา “ค่าน้ำร้อนน้ำชา” ก่อนที่จะเข้าประชุมพรรค รวมถึง “ค่ารถ” หลังเลิกประชุมพรรคอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อยืนยันถึงความมี “น้ำจิตน้ำใจ” ที่ผู้บริหารของพรรคผู้ซึ่งได้ไปมีตำแหน่งแห่งหนเป็นรัฐมนตรีจะได้ช่วยเหลือเจือจานแก่ลูกพรรคที่น้อยวาสนา (ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี) เหล่านี้ตามควร

ผู้เขียนเรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์ริมคลองผดุงกรุงเกษม ข้ามสะพานมัฆวานฯ ไปก็ถึงทำเนียบรัฐบาล เช้าวันหนึ่งในปี 2515 ก็มีรุ่นพี่ในชั้นมัธยมปลายที่เป็นคณะกรรมการนักเรียนมาเชิญชวนตามห้องเรียนว่าให้ช่วยกันไปประท้วง “ต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น” ซึ่งจะมีการชุมนุมกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาลผู้เขียนกับเพื่อนๆ หลายสิบคนก็พากันเดินไป (ดู) และฟังการปราศรัยโจมตีญี่ปุ่นอย่างสนุกสนาน แต่ก็ได้ความรู้ว่าญี่ปุ่นเอารัดเอาเปรียบประเทศไทยอย่างไร จนถึงขั้นรู้สึกว่าคนญี่ปุ่นนี้น่าเกลียดน่ากลัวและไม่น่าคบเอามากๆ จนกระทั่งเลิกกันไปในตอนเย็นๆ จากนั้นก็รู้สึกว่าเลือดรักชาติจะพลุ่งพล่าน รุ่งขึ้นก็พากันไปหาเสื้อผ้าฝ้ายหนาๆ แข็งๆ สีตุ่นๆ มาใส่แทนผ้าโทเรเทโทร่อนซึ่งเป็นของญี่ปุ่น แล้วเลิกดูการ์ตูนหรือละครโทรทัศน์จากญี่ปุ่นทั้งหมด

ในปลายปี 2514 ก็มีรัฐประหาร ทราบว่าเป็นการยึดอำนาจตนเองของจอมพลถนอม คือล้มรัฐบาลและรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งก็คือพรรคพวกของตัวเองเป็นส่วนใหญ่นั่นแหละ แล้วเปลี่ยนเป็นการปกครองโดยคณะทหาร จึงมีเสียงคัดค้านอย่างอื้ออึง ต่อเนื่องมาจนถึงต้นปี 2516 ระหว่างนี้ก็มีการสร้างกระแสให้ต่อต้านทหารออกมาเป็นระยะๆ กระทั่งมีการจับกุมคน 13 คนที่ไปแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีการชุมนุมที่ลานโพธิ์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แม้จะปล่อยตัวคนที่แจกใบปลิว แต่การชุมนุมก็ไม่หยุด มีการล็อกกุญแจห้องสอบในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นก็มีคนไปร่วมชุมนุมมากขึ้นๆ จนต้องย้ายการชุมนุมจากลานโพธิ์ไปที่สนามฟุตบอล ผู้ชุมนุมไม่ใช่จะมีแต่เฉพาะนิสิต นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักเรียนอาชีวะและนักเรียนมัธยมจากหลายๆ แห่งทั่วประเทศด้วย

ผู้เขียนก็เป็นนักเรียนอีกคนหนึ่งที่ไปร่วมชุมนุมที่สนามฟุตบอลนี้ จำได้ว่าเป็นตอนเย็นวันที่ 11 ต.ค. 2516 หลังเลิกเรียนในชุดนักเรียนนั่นแหละ นั่งฟังอยู่จนมืดค่ำกำลังจะกลับบ้านก็มีคนที่ร่วมชุมนุมบอกว่า มีการขอแรงให้ช่วยกันจัดทำพระบรมฉายาลักษณ์ (สมัยนั้นไม่มีเครื่องถ่ายสำเนาหรือระบบพิมพ์ดิจิทัลราคาถูกๆ เหมือนทุกวันนี้) ผู้เขียนซึ่งพอจะฝีมืออยู่บ้าง ก็ไปช่วยเขาร่างและลงแสงเงา (เขียนด้วยดินสอดำ) ได้สัก 2-3 รูปก็ง่วงนอน รุ่งเช้าก็ทำงานนี้ต่อ สังเกตเห็นว่ามีคนเข้ามาช่วยงานในด้านต่างๆมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดหาอาหารและน้ำดื่ม ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีกล่องโฟมหรือน้ำขวด ต้องใช้บรรจุถุงพลาสติกทั้งอาหารและน้ำ ยุ่งยากมาก แล้วยกใส่เข่งจัดไว้เป็นพวกๆ โชคดีที่มีประชาชนมาบริจาคให้จำนวนมาก เขาก็บรรจุถุงพลาสติกจัดลงในเข่งขนาดใหญ่มาให้เสร็จสรรพ

เช้าวันที่ 13 ต.ค. มีความเคลื่อนไหวคึกคักเป็นพิเศษ ผู้เขียนอยู่ในกลุ่มที่มีหน้าที่ยกเสบียงอาหารไปแจกจ่ายผู้มาชุมนุม จากนั้นก็เคลื่อนขบวนออกจากสนามฟุตบอลในตอนเที่ยง ยิ่งเดินออกไปก็ยิ่งมีคนมาร่วมชุมนุมมากขึ้นจนแน่นถนนราชดำเนิน กระทั่งตอนค่ำก็มาถึงลานพระบรมรูปทรงม้าผู้เขียนจำได้แต่ว่าราวเที่ยงคืนก็มีการประกาศว่าให้ไปที่ข้างพระตำหนักสวนจิตรลดา เพื่อรอฟังประกาศที่คณะตัวแทนผู้ชุมนุมได้ไปเข้าเฝ้าฯ พระเจ้าอยู่หัว จนกระทั่งใกล้สว่างจึงมีผลออกมาว่าทหารยอมแล้ว ผู้นำการชุมนุมก็ประกาศให้ทุกคนกลับบ้าน ผู้เขียนก็เดินมาทางวัดเบญจมบพิตรเพื่อขึ้นรถเมล์กลับบ้านพักที่เช่าอยู่แถวประตูน้ำ พอถึงบ้านจึงได้ฟังข่าววิทยุทราบว่ามีการปะทะกันที่ด้านเขาดิน แล้วเหตุการณ์ก็ลุกลามบานปลายไปทั่วถนนราชดำเนิน กระทั่งหัวค่ำก็มีข่าวในพระราชสำนักเห็นในหลวงทรงออกโทรทัศน์เพื่อคืนความสงบสุขแก่สังคมไทย

เป็นพระราชดำรัสที่อาบด้วยน้ำพระเนตรซึ่งคนไทยได้เห็นโดยทั่วกัน

คนไทยยุคหลังวันที่ 14 ต.ค. 2516 คงจำได้เหมือนๆ กันกับผู้เขียนว่า ทุกคนเหมือนจะได้พบโลกใหม่ จากความอึดอัดภายใต้ระบบเผด็จการทหารที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2490 ได้ออกมาพบกับโลกแห่งเสรีภาพอันหอมหวาน แต่นั่นแหละก็เป็นจุดจบของคนยุคนั้นเช่นกันที่ใช้เสรีภาพกันเกินขอบเขตไปทั่วประเทศ แม้แต่ในโรงเรียนที่ผู้เขียนเรียนอยู่ก็มีการไว้ผมยาวโดยครูไม่กล้าห้าม มีการเผาหนังสือวรรณคดี เพราะหาว่ามอมเมาเพ้อฝัน มีการแกล้งทหารที่มาสอน รด.จนต้องงดเรียนบ่อยๆ ฝ่ายซ้ายเติบโตอย่างรวดเร็ว จากแนวคิดป่าล้อมเมืองในยุคก่อนหน้านี้ ได้เปลี่ยนมาเป็น “เผาเมืองลามไปป่า” แต่ว่ากลับกลายเป็นชนวนที่ทหารใช้ “โต้กลับ” สร้างกระแสของฝ่ายอนุรักษ์ให้เกลียดชังคอมมิวนิสต์ อย่างที่เรียกว่า “ขวาพิฆาตซ้าย” ที่สุดก็ย้อนกลับมาทำลายขบวนการนิสิต นักศึกษานั้นเสียในเหตุการณ์ล้อมปราบคนที่มาชุมนุม ณ สนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2519

จุดอ่อนของพลังเยาวชนก็คือ “เกิดง่าย เปลี่ยนเร็ว ไปแรง” ขึ้นอยู่กับว่าผู้มีอำนาจจะรู้จักใช้ประโยชน์หรือไม่ ซึ่งจะขอไปขยายความในสัปดาห์หน้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท