posttoday
นายกฯต้องใจใหญ่ ตั้งครม.ดึงทุกสีช่วยชาติ

นายกฯต้องใจใหญ่ ตั้งครม.ดึงทุกสีช่วยชาติ

05 กรกฎาคม 2558

เป็นที่ทราบกันดีว่า “อดุลย์ เขียวบริบูรณ์” นอกจากจะเป็นประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 แล้ว

เป็นที่ทราบกันดีว่า “อดุลย์ เขียวบริบูรณ์” นอกจากจะเป็นประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 แล้ว ในปัจจุบันยังมีอีกสถานะหนึ่ง คือ “กรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองของ สปช.” ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ประธาน สปช.แต่งตั้งขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ศึกษาและนำเสนอแนวทางการสร้างความปรองดองเป็นการเฉพาะ

ล่าสุดคณะกรรมการชุดนี้ได้นำเสนอแนวทางการสร้างความปรองดองออกมาแล้ว โดยหนึ่งในนั้นมีเรื่องการนิรโทษกรรม แบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ และแบ่งประเภทกระทำผิด โดยการนิรโทษกรรมระดับแกนนำและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสั่งการ ควรกระทำหลังจากที่นิรโทษกรรมในระดับประชาชนและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติไปแล้ว 1 ปี

ที่ผ่านมามักจะเกิดปัญหาแต่ละฝ่ายไม่ยอมรับแนวทางการสร้างความปรองดองที่ออกมา แล้วต่อไปจะมีแนวทางให้แต่ละฝ่ายยอมรับได้อย่างไร? อดุลย์ ตอบว่า “จะให้ทุกคนมานั่งพับเพียบเหมือนผ้าพับไว้ มันไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว การแสดงความคิดเห็นมันต้องมีแน่ แต่ก็ไม่มีผลอะไรมากนัก ดังนั้น ท่านนายกฯ ต้องใช้ความใจใหญ่ อะไรที่จะสามารถบรรเทาได้ก็ทำไปเถอะ ผมถึงบอกไงว่าท่านนายกฯต้องใจใหญ่”

อดุลย์ แสดงความคิดเห็นว่า สิ่งที่ต้องทำ คือ การนิรโทษกรรมขั้นต้น ไม่ใช่กลางซอย ทำต้นซอยเลย เพราะยังมีบุคคลที่อยู่ในเรือนจำต่างๆ มากมาย ที่มีการบอกว่าออกมาหมดแล้วนั้นไม่ใช่นะครับ ยังมีอยู่ คนที่อยู่เป็นในส่วนข้อหาละเมิดพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ท่านต้องรีบดำเนินการเพื่อให้เห็นว่ารัฐบาลมีความตั้งใจในการแก้ไขปัญหา

“นอกจากนี้ ฝ่าย คสช.ต้องเปิดรูหายใจให้บางฝ่ายได้วิพาษ์วิจารณ์บางเรื่อง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากที่สุด คือ ประเทศชาติเรามีโรคระบาดพันธุ์ใหม่ คือ โรคพันหลัก ติดหลัก วนอยู่กับหลักไม่ไปไหนเลย ทุกคนยึดถือหลักการอย่างเดียว ไม่เคยคิดนอกกรอบเลย อยู่ในหลักอย่างนี้บ้านเมืองถึงได้เป็นอย่างนี้ ทำไมไม่ออกไปจากหลักบ้าง ทุกคนออกมาถึงก็บอกว่าหลักการคืออย่างนี้ เป็นโรคระบาดกันไปหมด มันจะไปปฏิรูปสำเร็จได้อย่างไร ถ้าการปรองดองไม่เกิด การปฏิรูปไม่มีทางทำได้ ออกมาก็ตีกันอีก”

ขณะเดียวกัน ทัศนะของอดุลย์ คิดว่ารัฐบาลควรปรับคณะรัฐมนตรี เพื่อสลัดภาพการเป็นรัฐบาลทหารเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยน่าจะเชิญพรรคการเมืองเข้ามาร่วมทำงานด้วย

“สิ่งที่ผมอยากนำเสนอ คือ รัฐบาลนี้สมควรแก่เวลาในการปรับคณะรัฐมนตรีได้แล้ว เพราะว่าสมควรแก่เวลาที่จะสลัดคราบภาพของการเป็นรัฐบาลทหารออกไปได้แล้ว เพราะทหารไม่ได้มีประสบการณ์ในการบริหารด้านเศรษฐกิจ ไม่เหมือนกับการบริหารความมั่นคงที่ทหารมีความเชี่ยวชาญและทำได้ดีอยู่แล้ว แต่บัดนี้บ้านเมืองมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ”

“ท่านก็รู้ว่าในทุกพรรคที่มีปัญหาในขณะนี้ ก็มีคนเก่งมากมายที่สามารถขอให้มาช่วยชาติได้ ใครเก่งก็เชิญมาทำงานร่วมกัน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ พลังงาน สังคม ต่างประเทศ อะไรก็ว่าไป คนเก่งในพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย มีเยอะแยะ จะไปเชิญแกนนำคนเสื้อเหลืองเสื้อแดงมาช่วยกันทำงานก็ได้ ไม่ใช่มาเป็นรัฐบาลแห่งชาตินะครับ แต่หมายถึงรัฐบาลของคนเก่งที่เชิญมาช่วยชาติ ย่อมมีคนที่อยากจะมาช่วยชาติอย่างแน่นอน เอามาสิครับ เอามาช่วยกัน นี่คือวิธีการปรองดอง”

“ในอนาคตจะมีการเลือกตั้งระบบเยอรมันใช่หรือไม่ครับ นี่คือการทดลองก่อนเลย ภาพปรองดองก็เกิดขึ้นใช่ไหมครับ ยอมรับว่าบางคนก็มีคดีติดตัวอยู่ก็จริง แต่ผมถามหน่อยสิครับว่า ในเมื่อผู้ที่ยังไม่ถูกพิพากษา ตามกฎหมายต้องถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ซึ่งรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีในบางรัฐบาลที่ถูกฟ้องร้อง ก็ยังสามารถไปขึ้นศาลสู้คดีระหว่างทำหน้าที่ได้ แล้วแบบนี้จะต่างกันตรงไหนครับ”

เท่าที่ไปประสานงานกับหลายกลุ่ม พวกเขาอยากปรองดองขนาดไหน?อดุลย์ ระบุว่า ทุกคนเห็นว่าสถานการณ์บ้านเมือง ถ้าตอนนี้ไม่เข้าไปร่วมมือและไม่เข้าไปให้ความช่วยเหลือ แย่นะครับ เวลานี้รากหญ้าได้รับผลกระทบรุนแรงอยู่ ถามว่าจะโทษรัฐบาลได้หรือไม่ ไม่ได้เลยเพราะว่าสถานการณ์โลกเวลานี้ สหรัฐแทบจะยังเอาตัวไม่รอดเลย ยุโรปก็พังอยู่ขณะนี้แล้ว

“ถามว่าแล้วมันจะเป็นความผิดของใคร ก็เพราะว่าพวกเรา 10 ปีที่ผ่านมาเล่นกันจนเลยเถิดแล้ว เพราะฉะนั้นทุกคนต้องมาแก้ตัวนะครับ มาช่วยแก้ไขในสิ่งที่ตัวเองมีส่วนทั้งนั้น ทุกคนติดยี่ห้อที่หน้าผากว่ารักชาติใช่หรือไม่ ในเมื่อบ้านเมืองประเทศไทยเป็นอย่างนี้แล้วรักชาติก็ออกมาสิครับ ออกมาร่วมกันทำงาน เมื่อบ้านเมืองเรียบร้อยแล้ว และประชาชนเห็นว่าควรเลือกตั้งกันสักที ก็เอาเลยสิครับ”  

กรรมการปรองดอง ทิ้งท้ายว่า ถ้าความปรองดองเกิด ประเทศไทยก้าวหน้าแน่นอน ประชาชนจะได้ประโยชน์ สิ่งหนึ่งที่เห็นชัด ประเทศไทยโชคดีที่ไม่เคยมีคนอดข้าวตาย แม้ว่าเราจะทะเลาะกันมาเป็นเวลา 10 ปี แต่ก็ยังยืนอยู่ได้ ถ้าเป็นประเทศอื่นป่านนี้คงหายไปจากแผนที่นานแล้ว นี่ถือว่าโชคดีของประเทศที่เราแข็งแกร่งมาก ถ้าความสามัคคีเกิดขึ้นเมื่อไหร่ประเทศไทยจะยืนอยู่หัวแถวแน่นอน

“ความแตกต่างกันทางอุดมการณ์มันเป็นเรื่องปกติ ถ้าย้อนกลับไปก่อนปี 2549 ทุกคนก็เป็นเนื้อเดียวกัน บางครั้งการแลกเปลี่ยนทางความคิดเห็นจะมีลักษณะเอาเป็นเอาตายแต่สามารถหาข้อสรุปในการทำงานร่วมกันได้ว่าจะไปทางไหน”

“เชื่อเถอะครับว่า ถ้าท่านนายกฯตั้งหลักและนำให้ดี ท่านจะเป็นคนแข็งแกร่งมากเลย ที่ผ่านมาท่านได้รับแรงสนับสนุนอยู่แล้วจากการเข้ามาจัดระเบียบให้กับประเทศในเบื้องต้น อยู่ดีๆ คนไปสนับสนุนทหาร มันไม่ง่ายนะครับ” ข้อความจากนักสู้เดือนพฤษภา ฝากผู้นำ คสช.ในปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน