posttoday
เบื้องหลังวันจับนักศึกษา สะท้านแผนปรองดอง

เบื้องหลังวันจับนักศึกษา สะท้านแผนปรองดอง

05 กรกฎาคม 2558

สถานการณ์ทางการเมืองภายใต้การบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

สถานการณ์ทางการเมืองภายใต้การบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เดินทางมาสู่หลักกิโลเมตรที่สำคัญ ภายหลังเกิดเหตุการณ์เดินขบวนประท้วงของกลุ่มนักศึกษาจนนำมาสู่การจับกุมนักศึกษาจำนวน 14 คน โดยฝ่ายความมั่นคง เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา

เมื่อเสรีภาพของนักศึกษาได้ถูกจำกัดลงด้วยอำนาจรัฐ นำมาซึ่งแรงกระเพื่อมต่างๆ ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศเพื่อกดดันให้รัฐบาลคืนอิสรภาพให้กับนักศึกษา ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ต้องประกาศผ่านสื่อว่าไม่สบายใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนากับ “อดุลย์ เขียวบริบูรณ์” ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งเป็นคนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เข้าไปเจรจากับนักศึกษาในเหตุการณ์ครั้งนั้น อดุลย์เล่าถึงสถานการณ์ที่เพิ่งผ่านมาและประเมินถึงผลกระทบต่อการสร้างความปรองดองในอนาคตเอาไว้อย่างน่าสนใจ

อดุลย์ เกริ่นนำว่า “ทางนายกรัฐมนตรีขอให้คณะกรรมการปรองดองเข้าไปเป็นตัวประสาน ซึ่งเราก็ได้พยายามเข้าไปช่วย เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นมา วันนั้นแม้นักศึกษาจะมีหมายจับ แต่รัฐบาลก็พยายามเลี่ยงและพยายามเสนอทางออก ในที่สุดนักศึกษาก็ยังยืนยันในจุดยืนและเป้าหมายเดิมของตัวเอง ทำให้คณะกรรมการปรองดองที่เข้าไปไกล่เกลี่ยก็ต้องยอมรับ เคารพจุดยืนของนักศึกษาด้วย จนกระทั่งก็สุดที่จะทำอะไรได้

“ต้องเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็มีภาระ เพราะมีหมายจับอยู่ทนโท่ถ้าไม่ทำตามหน้าที่ ตัวเองต้องโดนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เช่นกัน”

ทำไมถึงมีการจับนักศึกษา เนื่องจากตามข่าวออกมาว่าอดุลย์ได้ประสานกับอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ในลักษณะที่ว่าจะไม่มีการจับนักศึกษา แต่สุดท้ายก็มีการจับกุม? ผู้ประสานงานในเวลานั้นเล่าให้ฟังในตอนนี้ว่า “จริงๆ แล้วการเจรจากับนักศึกษาได้ดำเนินการไปถึงสองวันเต็มๆ ทางตัวแทนทหารและรัฐบาลก็ทำตามนโยบายของนายกฯ ก็อะลุ่มอล่วยให้ทุกอย่างเต็มที่ แต่เหมือนมาจุดหนึ่ง แทนที่นักศึกษาจะมานั่งคุยกันว่าควรจะหาทางบรรเทากันอย่างไรหลังจากมีหมายจับ แต่ว่ากลุ่มนักศึกษาไม่ตอบสนอง

“ดาวดินอยากต่อสู้เพื่อชาวบ้านก็มาออกโทรทัศน์ร่วมกัน หรือแสดงความคิดเห็นตำหนิรัฐบาลก็สามารถทำได้ มาคุยกันและเสนอไป แต่กลุ่มนักศึกษาไม่ตอบสนอง นักศึกษามีความเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ อันนี้ต้องเคารพเขานะครับ เพราะเขามีจุดยืนที่อยากจะเอาตัวเขาเสียสละ เพื่อให้ถูกจับและเพื่อให้สังคมเข้าใจในสิ่งที่เขาทำ ขบวนการนักศึกษาแต่ไหนแต่ไรมา 20 กว่าปีก็เป็นแบบนี้”

อดุลย์ สรุปว่า “ดังนั้น เมื่อถึงจุดหนึ่งทางคณะกรรมการฯ ที่เข้าไปเป็นตัวแทน ผมก็ได้กราบเรียนอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ไปว่าผมไม่สามารถประสานงานได้อีกต่อไปแล้ว ผมจึงขอถอนตัวและขอให้เป็นเรื่องของทางเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการอย่างไรก็เป็นสิทธิของเขา เพราะผมทำสุดความสามารถแล้ว ผมไม่รู้จะทำอย่างไร ผมก็เห็นใจอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ นะครับ เพราะผมได้เรียนท่านแล้วว่าทำไมไม่บอกให้นักศึกษาให้เพลาๆ ลงและมาคุยกับเรา แต่ปรากฏว่าอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ก็เล่าให้ฟังว่า อั๊วโทรไปแล้ว เขาก็ด่า
อั๊วด้วย”

จากการดำเนินการของ คสช.ตรงนี้จะทำให้การเคลื่อนไหวจากนี้ไปรุนแรงมากขึ้นหรือไม่? อดุลย์ ประเมินว่า “ในมุมมองของผม ต้องบอกได้เลยว่าสถานการณ์คงไม่บานปลายไปกว่านี้แล้ว เนื่องจากสังคมไทยมีความเข้าใจในความคิดที่ขัดแย้งมากขึ้น ประชาชนที่เขาไม่มีสีทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศต้องการความสงบ แต่นักการเมืองทุกพรรค และสีโน้นสีนี้รวมกันไม่ถึง 10% ของประชาชนส่วนใหญ่เคยคิดบ้างหรือไม่ว่าตัวเองได้ทำอะไรบ้างที่สร้างผลกระทบให้กับประเทศ”

“ตอนนี้มีการมองกันว่าถ้าจะเกิดม็อบขึ้นมาแล้วจะได้อะไรขึ้นมา แค่นี้ก็เบื่อหน่ายเต็มทนแล้ว นี่คือความจริงของสังคมในปัจจุบัน คนเขาเบื่อเต็มทนแล้ว หยุดได้ไหม ให้แก้ปัญหาบ้านเมืองไปก่อน สมมุติว่าไล่ คสช.ออกไปได้แล้วยังไงต่อครับ จะมีใครเข้ามาแก้ปัญหาตรงนี้ ใครจะอาสาเข้ามาบอกหน่อย เท่าที่รับทราบแต่ละคนบอกว่าในสถานการณ์อย่างนี้เข้าไปมีแต่ตายกับตาย ทำไมบุคคลเหล่านั้นไม่ให้ความร่วมมือและเงียบลง เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าได้”

แสดงว่าสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่สามารถปลุกระดมคนให้ออกมาได้? อดุลย์ มองว่า “อาจมีบ้าง แต่ว่าจะให้ถึงขนาดออกมาเยอะๆ เพื่อล้มรัฐบาล ผมว่ายาก เพราะสิ่งหนึ่งที่อยากให้ คสช.คำนึงก็คือว่า รัฐบาลเผด็จการหรือรัฐบาลที่มาจากอำนาจพิเศษ หากรัฐบาลนั้นไม่มีคนออกมาคัดค้านต่อต้านเรียกร้องบ้าง แสดงว่าประชาธิปไตยประเทศนั้นตายสนิทแล้วครับ ดังนั้นการที่คนออกมาต่อต้านอะไรต่างๆ และทำได้เป็นบางครั้ง นั่นแหละคือประเทศที่ประชาธิปไตยยังอยู่และรอวันฟื้นคืนกลับมาเข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้องเท่านั้นเอง ถ้าเข้าใจตรงนี้แล้วก็ต้องปล่อยพื้นที่ให้คนมีทางระบายออกด้วย”

“ตอนนี้สงบกันทุกฝ่ายเพราะไม่มีอะไรไปปลุกเร้าเขา ดังนั้นอยู่ที่ตัวผู้นำอย่าง คสช.ก็ต้องใช้โอกาสนี้ทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้ความสงบนำไปสู่ความสามัคคีตามที่คุณตั้งใจไว้”

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าในมุมมองของอดุลย์จะตำหนิฝ่ายที่ออกมาต่อต้าน คสช.เพียงอย่างเดียว เพราะในทางกลับกันอดุลย์เห็นว่า คสช.สมควรต้องรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วย

“คสช.ต้องตระหนักตัวเองให้ดีว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาทำอะไรไปบ้าง คสช.ต้องรู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรบ้าง ไม่ใช่เอาทุกคนเข้าสู่คดี และไปบอกว่าถ้าไม่ถูกใจก็ไปคุยกันในคุก มาตรการบางอย่าง เช่น การเตือน เป็นเรื่องถูกต้องนะครับ แต่ไม่ใช่ต้องกระทำแบบนี้ 100% เพราะบ้านเมืองจะไปไม่รอดก่อน

“รัฐบาลต้องระวังและควรคำนึงถึงว่าอย่างน้อยต้องปล่อยให้ทุกคนมีรูหายใจระบายออกบ้าง การที่บางฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวนั้นเป็นเพียงสีสันเท่านั้นแต่ถามว่าจะปลุกประชาชนให้ลุกขึ้นมาได้หรือไม่ ใครจะมีปัญญาครับ ในเมื่อรู้อยู่ว่ามันเป็นอย่างนี้ ทำไมไม่ปล่อยเขาละครับ”

อดุลย์ เสนอว่า “ที่ผ่านมามีหลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการปรองดอง แต่ คสช.ไม่ได้ ‘สื่อ’ ออกมาให้ชัดเจนเลย ตรงนี้คือคำถามที่ผมได้พูดสองสามครั้งแล้วว่า คสช.ท่านต้องสื่อนะครับว่าการปรองดองในบ้านเมืองคืออะไร ท่านจำคำพูดของท่านได้ไหมในวันที่ท่านเข้ามาใช้อำนาจพิเศษตรงนี้ในการบริหารประเทศ ท่านบอกว่าท่านเข้ามาเพื่อจะสร้างความรักความสามัคคีความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคม

“นี่คือเป้าหมายที่ท่านวางเอาไว้เลย ไม่ใช่เรื่องของการปฏิรูป ท่านประกาศจะทำสองเรื่อง คือ ยุติความรุนแรงที่มีต่อกัน ไม่ให้คนฆ่ากัน และการสร้างความรัก ความสามัคคี ความปรองดอง แต่หนึ่งปีที่ผ่านมาท่านก็ยังไม่ได้สื่อออกมา ทั้งที่ท่านน่าจะทำได้อยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องมาใช้มาตรา 44”

คำว่า “สื่อ” ในที่นี้ อดุลย์ บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องประกาศให้ชัดว่าจะทำอย่างไรบ้างเพื่อให้นำไปสู่การปรองดอง ท่านต้องสื่อให้ชัดเจน คณะกรรมการปรองดองไม่มีอำนาจจะไปสื่อให้กับทุกกลุ่มนะครับ เราเป็นผู้ติดต่อประสานงานก็จริง แต่ว่าคนที่มีอำนาจคือ นายกรัฐมนตรี

“ถามว่าการปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้อย่างไรเมื่อความปรองดองยังไม่เกิด ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ต้องปรองดองและสามัคคีก่อน ไม่ต้องถึงขั้นรักกันหรอกครับ แต่อย่างน้อยก็ควรให้มีความเข้าใจต่อกัน และทุกคนก็ผ่อนคลาย แบบนี้ความปรองดองก็จะเกิดขึ้น”

แต่ถึงกระนั้น อดุลย์ เชื่อว่า แม้สถานการณ์ในเวลานี้จะมีความขัดแย้งอยู่บ้าง แต่การสร้างความปรองดองยังสามารถเกิดขึ้นได้ เพราะเท่าที่ได้ประสานงานมากับทุกกลุ่มการเมือง พบว่าทุกคนรู้สถานการณ์ดีว่าตอนนี้มีความเป็นไปอย่างไร และพร้อมให้ความร่วมมือในระดับหนึ่ง ดังนั้นจากนี้ไปเป็นหน้าที่ของ คสช.ที่ต้องดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรม

“ท่านต้องใจใหญ่ ท่านนายกฯ หัวหน้า คสช.ไม่ใจใหญ่แล้วทุกคนก็ไม่รู้จะเดินไปทางไหน ท่านต้องใช้ความใจใหญ่ของท่านให้โน้มเข้าหากัน ถ้าท่านเป็นความหวังของทุกคนแล้วแต่ท่านไม่แสดงออกถึงการไปสู่ความปรองดอง ถามว่าส่วนที่เหลือจะสนับสนุนเพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าได้อย่างไร เนื่องจากไม่มีใครเห็นทางสว่างเลย”

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69