
ตั้งองค์การอิสระ เพิ่มอำนาจต่อรอง
ปัญหาผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ ไม่ได้รับการชดเชยจากผู้ผลิตอย่างเป็นธรรม เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำซากในประเทศไทย
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
ปัญหาผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ ไม่ได้รับการชดเชยจากผู้ผลิตอย่างเป็นธรรม เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำซากในประเทศไทย และหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่เคยแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่เคยนำข้อร้องเรียนหรือกรณีฟ้องร้องที่เกิดขึ้นเพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภครายอื่นๆ ที่เหลือได้
สารี อ๋องสมหวัง ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และเลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ให้ความเห็นว่า สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากทัศนคติของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่มองตัวเองเป็นคน กลางระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบการ เมื่อมีเรื่องขึ้นก็จะใช้กลไกการเจรจาแก้ปัญหา ไม่ได้มองว่าตัวเองต้องทำให้สิทธิผู้บริโภคได้รับการคุ้มครอง ซึ่งทำให้การคุ้มครองผู้บริโภคไม่เข้มแข็ง
สารี ย้ำว่า ภารกิจของ สคบ.ไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์ที่มีหน้าที่ส่งเสริมธุรกิจ ดังนั้นต้องช่วยผู้บริโภคต่อรอง ไม่ใช่มาบอกให้ผู้บริโภคยอม “สิ่งที่อยากเห็นคือเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น สคบ.ต้องฟันธงไปเลย เช่น กรณีบ้านทรุด แสดงว่ามาตรฐานมีปัญหา ต้องคืนเงินให้ผู้บริโภคเลย ไม่ใช่มาบอกว่าทำใจไปก่อน รอให้ผู้ประกอบการซ่อมก่อน” สารี กล่าว
นอกจากทัศนคติแล้ว ยังต้องเปลี่ยนวิธีคิดที่ว่าถ้าคุ้มครองผู้บริโภคมากจะทำให้ธุรกิจเจ๊ง ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ผิด ภาคธุรกิจจึงไม่ต้องปรับปรุงอะไรให้ถูกต้อง ในทางกลับกันยิ่งมีการคุ้มครองผู้บริโภคมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสะท้อนความเข้มแข็งของธุรกิจในประเทศที่มีประสิทธิภาพและแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้
สารี มองด้วยว่า อีกสาเหตุเป็นเพราะไทยไม่ได้ทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง เช่น มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเคยร่วมมือกับ สคบ.ส่งรถยนต์ที่มีปัญหาความปลอดภัยไปทดสอบ 25 คัน เมื่อทดสอบเสร็จกลับบอกว่าไม่ต้องกังวล เพราะรถในเมืองไทยไม่ได้วิ่งบนหิมะเหมือนในอเมริกา รถไม่ได้ลื่นขนาดนั้น เรื่องนี้สะท้อนว่ารถมีปัญหา แต่สภาพการใช้งานไม่เหมือนในต่างประเทศ สุดท้ายผู้เสียหายต้องไปใช้วิธีเจรจาเช่นเดิม
นอกจากนี้ ช่องทางร้องเรียนร้องทุกข์ในเมืองไทยก็มีมาก แต่การบริหารจัดการปัญหาร้องทุกข์ที่ไม่เอาจริงเอาจัง บางทีการอำนวยความยุติธรรมล่าช้า ทำให้คนร้องทุกข์เหนื่อยจนเบื่อไปเอง
สำหรับแนวทางแก้ปัญหา สารี เสนอว่า ควรมีกลไกเรื่องข้อมูล เช่น ข้อมูลเรื่องความคุ้มค่า ความปลอดภัย หรือข้อมูลบัญชีดำต่างๆ และจะเป็นประโยชน์มาก ถ้า สคบ.จะเปิดรายชื่อบริษัทที่เคยถูกฟ้องคดี บริษัทที่เคยถูกปรับ หรือบริษัทที่ไม่เคยใช้สัญญามาตรฐานในการซื้อขายบ้าน
ขณะเดียวกัน ยังต้องมีกระบวนการยกระดับการแก้ปัญหาให้กรณีร้องเรียนที่เกิดขึ้นนำไปสู่การคุ้มครองผู้บริโภคที่เหลือ เช่น กรณีบ้านทรุด ต้องสืบสวนว่าเกิดจากความบกพร่องของใคร ของวิศวกรหรือผู้รับเหมา ถ้ามีปัญหาเรื่องความปลอดภัยอาจต้องยึดใบอนุญาตห้ามประกอบวิชาชีพ หรือหากปัญหาเกิดจากการไม่มีกฎหมายคุ้มครอง ก็อาจต้องออกกฎหมาย เช่น กฎหมายว่าด้วยการคืนสินค้าหรือการรับผิดชอบต่อสินค้าที่ผลิต ขณะนี้สิงคโปร์ก็กำลังออกกฎหมายในลักษณะดังกล่าว
ทั้งนี้ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่ายภาคประชาชนพยายามผลักดันร่างกฎหมายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค หากกฎหมายฉบับนี้ผ่านการพิจารณาและมีผลบังคับใช้ จะทำให้งานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเปลี่ยนไป 2-3 ประการ เช่น ถ้ามีองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคขึ้น จะทำให้มีตัวแทนผู้บริโภคที่ชัดเจนและเป็นทางการ ไม่ใช่สถานะเป็นเอ็นจีโอเช่นทุกวันนี้
องค์การนี้ยังจะช่วยให้เกิดความร่วมมือของเครือข่ายผู้บริโภคทั่วประเทศ ในลักษณะเดียวกับสภาหอการค้าที่มีเครือข่ายอยู่ทุกจังหวัด รวมทั้งมีการศึกษาข้อมูลเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้นด้วย
“เช่น กรณีผู้บริโภคขอเลื่อนเที่ยวบินสายการบินโลว์คอสต์ต้องเสียเงิน 500 บาท ถือเป็นการตีกินที่มากไปหรือไม่ เพราะเวลาสายการบินจะเลื่อนเที่ยวบินออกไปยังเสียค่าส่ง SMS มาบอกลูกค้าแค่ 3 บาท เงิน 500 บาทมีที่มาที่ไปอย่างไร มีต้นทุนอย่างไร ปัญหาเหล่านี้จะศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ สรุปแล้วการมีองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค จะทำให้ผู้บริโภคมีอำนาจต่อรองมากขึ้น” สารี กล่าว







