
ผลสำเร็จประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขง-ญี่ปุ่น ครั้งที่7
นายกรัฐมนตรีพอใจผลสำเร็จการเข้าร่วมการประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขง-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 7 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
นายกรัฐมนตรีพอใจผลสำเร็จการเข้าร่วมการประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขง-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 7 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พอใจผลการเข้าร่วมประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขง-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 2-4 กรกฎาคม 2558 ร่วมกับผู้นำ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม)และญี่ปุ่น
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในระดับภูมิภาค ความร่วมมือไตรภาคี ไทย-ญี่ปุ่น-เมียนมา ความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-ญี่ปุ่น และตอกย้ำความเชื่อมั่นแก่ภาคเอกชนญี่ปุ่น อีกครั้ง
ระดับภูมิภาค
ภายใต้กรอบการประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขง-ญี่ปุ่น ไทยสนับสนุนยุทธศาสตร์โตเกียว 2015 ฉบับใหม่ ที่เน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมเสนอให้กำหนดเป้าหมายในแนวทางที่ส่งเสริมการพัฒนาในอาเซียนและเป้าหมายการพัฒนาของโลกในกรอบสหประชาชาติ
โดยที่ประชุมได้ตอบรับข้อเสนอของนายกรัฐมนตรี ที่สอดคล้องกับร่างยุทธศาสตร์ Tokyo Strategy 2015 ฉบับใหม่ ที่เสนอให้ 1) พัฒนาความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐานภายในอย่างไร้รอยต่อ ก่อนเชื่อมโยงสู่นอกภูมิภาค ทั้งทางบก น้ำ อากาศ 2) เร่งเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ พัฒนาแรงงานที่มีทักษะสำหรับภาคการผลิต เพื่อให้รองรับการลงทุนในอนุภูมิภาค ยกระดับรายได้ให้กับประชากรในชุมชน 3) ส่งเสริม การพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อรับมือกับผลกระทบภายนอก โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม 4) เน้นการเติบโตที่มี ประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยไม่ละเลยภาคการเกษตร ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในลุ่มน้ำโขง
ทั้งนี้ ไทยสนับสนุนบทบาทหลักของญี่ปุ่น โดยเฉพาะการถ่ายทอดองค์ความรู้และวิทยาการให้แก่ภูมิภาค และสนับสนุนให้ญี่ปุ่นขยายการลงทุนในภูมิภาคแบบ plus-one คือ การลงทุนต่อเนื่องไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างอุตสาหกรรมสนับสนุน (supporting industries) ที่สามารถเชื่อมโยงกับแหล่งการผลิตในหลายประเทศ
โอกาสนี้ ผู้นำ 6 ประเทศ ยังได้ร่วมกัน รับรองยุทธศาสตร์โตเกียว ค.ศ. 2015 ซึ่งเป็นเอกสารผลลัพธ์การประชุม เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยมีสาขาความร่วมมือเพิ่มขึ้นมาจากแผนเดิม 3 เสาหลักเป็น 4 เสาหลัก ได้แก่ 1) ความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน 2) ความเชื่อมโยงด้านกฎระเบียบและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 3) การพัฒนาที่ยั่งยืน (Green Mekong การรับมือภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) 4) การประสานความร่วมมือกับนานาประเทศ โดยภายใต้แผนฉบับใหม่นี้ ญี่ปุ่นได้ประกาศงบประมาณความช่วยเหลือแก่ลุ่มน้ำโขง สะท้อนว่า ญี่ปุ่นให้ความสำคัญและเห็นถึงศักยภาพลุ่มน้ำโขงอย่างต่อเนื่อง
ระดับไตรภาคี
ผลสำเร็จที่สำคัญ อีกประการ คือ การลงนามบันทึกแสดงเจตจำนง (MOI) ในโครงการทวาย เมียนมา-ไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือสามฝ่ายที่เป็นรูปธรรม นับเป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นส่งสัญญาณที่แสดงความสนใจเข้าร่วมพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายอย่างเป็นทางการ เป็นการเพิ่มบทบาทของญี่ปุ่นในภูมิภาคนี้อย่างมีนัยยะสำคัญต่อไป
ความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี ไทย-ญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นนับเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญของไทย ปัจจุบัน ความสัมพันธ์ทวิภาคีและความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น มีความคืบหน้ารวดเร็ว การพบหารือกับนายกรัฐมนตรีอาเบะ ครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 5 ซึ่งญี่ปุ่นชื่นชมไทยที่ได้ดำเนินการตามที่ได้มีการหารือกับญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว อาทิ ความร่วมมือระบบราง การผ่อนปรนเงื่อนไขการนำเข้าอาหารและการนำเข้าเครื่องจักร สำหรับญี่ปุ่นขณะนี้ได้พิจารณาประเด็นต่างๆ ตามที่ไทยเรียกร้องและมีความคืบหน้า โดยหลังการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีอาเบะ เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา คณะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารญีปุ่นเดินทางมาเยือนไทยเพื่อหาลู่ทางและร่วมกิจกรรมการจับคู่ธุรกิจ สำหรับความร่วมมือด้านการเกษตรนั้น ไทยขอให้ญี่ปุ่นพิจารณาเร่งรัดการนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยที่มีความต้องการสูงในตลาดญี่ปุ่น การขยายโควต้าเนื้อสุกร น้ำตาลดิบ แป้งและผลไม้ และขณะนี้อยู่ระหว่างการยกร่างบันทึกแสดงเจตจำนงความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทย-ญี่ปุ่น
สร้างแก่ความเชื่อมั่นภาคเอกชนญี่ปุ่น
ในการพบปะกับภาคเอกชนญี่ปุ่นที่สำคัญ ประกอบด้วย การหารือกับประธาน JETRO ประธานบริษัท Mitsui เข้าเยี่ยมคารวะ การพบกับสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (เคดันเรน)และสภาหอการค้าญี่ปุ่น (JCCI) และการร่วมประชุมสัมมนา Mekong-five Economic Forum ซึ่งมีการเชิญภาคเอกชนกว่า 1,000 บริษัทเข้าร่วมนั้น ไทยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยภาคธุรกิจญี่ปุ่นให้ความสนใจการลงทุนในประเทศไทยและลุ่มน้ำโขง ในลักษณะบวกหนึ่ง โดยเฉพาะโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย นอกจากนี้ ภาคเอกชนญี่ปุ่นยังชื่นชมมาตรการส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ของไทย ที่มีการปรับปรุงให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุนญี่ปุ่นและนักลงทุนต่างประเทศ
นายกรัฐมนตรียังได้ย้ำให้เห็นว่า รัฐบาลไทยยังสร้างมาตรการจูงใจทางเศรษฐกิจอื่นๆ อาทิ การส่งเสริมการจัดตั้งสำนักงานใหญ่ระหว่างประเทศและบริษัทการค้าระหว่างประเทศในไทย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภาคเอกชนในการขยายการลงทุนในภูมิภาคนี้ได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าพัฒนาความเชื่อมโยงภายในภูมิภาค เชื่อมต่อให้โรงงานในประเทศเพื่อนบ้านสามารถเคลื่อนย้ายสินค้ามายังท่าเรือแหลมฉบังเพื่อส่งออกไปยังทั่วโลกได้สะดวกขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลได้วางเป้าหมายการสร้างความเชื่อมโยงไปสู่ภูมิภาคอื่น และระหว่างภูมิภาคในอนาคต ทั้งทางบก เรือ อากาศ อีกด้วย







