
เร่งคดีข้าวเน่า
เป็นที่ปรากฏชัดเจนแล้วว่า ปัจจุบันมีข้าวสารคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานอยู่ในสต๊อกข้าวรัฐในปริมาณสูงถึง 5.89 ล้านตัน
เป็นที่ปรากฏชัดเจนแล้วว่า ปัจจุบันมีข้าวสารคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานอยู่ในสต๊อกข้าวรัฐในปริมาณสูงถึง 5.89 ล้านตัน จากข้าวสารในสต๊อกที่มีทั้งหมด 15.46 ล้านตัน หรือคิดเป็น 38% ของปริมาณข้าวสารทั้งหมดในสต๊อก แบ่งเป็นข้าวสารเกรดซีที่ไม่สามารถบริโภคได้แล้ว แต่นำไปผลิตเป็นเอทานอลได้ในปริมาณ 4.6 ล้านตัน ที่เหลืออีก 1.3 ล้านตัน เป็นข้าวที่มีสภาพเป็นฝุ่นผง ต้องนำไปเผาทิ้งหรือนำไปเผาเพื่อผลิตไฟฟ้าหรือใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงปูนซีเมนต์เท่านั้น
ขณะที่ประเด็นที่สังคมกำลังตั้งคำถามในขณะนี้ คือ ข้าวเสื่อมคุณภาพที่อยู่ในโกดังกลาง ซึ่งได้จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือก 1.5 หมื่นบาท/ตัน ในช่วงปี 2554-2557 โดยมีต้นทุนรับซื้อสูงถึง 2.3 หมื่นบาท/ตันข้าวสารนั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อข้าวสารที่เสียหายเหล่านี้ และหากจะให้รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณที่มาจากภาษีประชาชน เพื่อนำมาชดใช้ความเสียหายในครั้งนี้ คงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
ในช่วงเดือน ก.ค.ปีที่แล้ว คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งระดมทีมเจ้าหน้าที่นับร้อยทีมปูพรมตรวจสอบสต๊อกข้าวทั้งประเทศ และได้ผลสรุปว่าข้าวสารที่เก็บไว้ในแต่ละโกดังมีสภาพอย่างไรตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และสันนิษฐานได้ว่าข้าวเสื่อมสภาพดังกล่าวน่าจะเป็นข้าวเก่าที่มาเวียนเทียนเข้าโกดัง
เพราะเป็นไปได้ยากที่ข้าวสารใหม่ที่ได้จากโครงการจะแปรสภาพเป็นข้าวเน่าได้ในช่วงเวลาไม่เกิน 1-2 ปี ภายใต้กระบวนการอบยารมควันทุกๆ 2 เดือนครั้ง ซึ่งคิดเป็นค่าใช้จ่าย 12 บาท/ตัน/2 เดือน และก่อนที่ข้าวสารจะเข้าโกดังจะต้องได้รับการตรวจรับรองจากผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวหรือเซอร์เวเยอร์เพื่อการันตีว่าข้าวสารที่เข้าโกดังเป็นข้าวคุณภาพดีได้มาตรฐาน ซึ่งมีค่าใช้จ่าย 16 บาท/ตัน
แม้ว่าที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ที่รับผิดชอบและเป็นเจ้าของข้าวสารทั้งหมดในโกดังจะแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของโกดัง โรงสี และเซอร์เวเยอร์ ที่ตรวจพบว่าข้าวเสื่อมคุณภาพในโกดัง แต่ปรากฏว่าการดำเนินการในขั้นตอนสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งใช้เวลามากกว่า 6-8 เดือนแล้วกลับยังไม่ได้ข้อสรุป และจะต้องรอจนถึงเดือน ส.ค.ตามกรอบเวลาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันกับกระทรวงพาณิชย์ว่าจะสรุปผลการสืบสวนสอบสวนทุกคดี
ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่รับผิดชอบของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยตรงในการเร่งรัดดำเนินการเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิด ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาลงโทษ ตลอดจนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากเจ้าของโกดัง โรงสี และเซอร์เวเยอร์ โดยเร็ว
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องเร่งรัดให้กระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์เร่งสรุปความเสียหายทางแพ่งในคดีทุจริตและรับผิดชอบความเสียหายในโครงการ เพื่อนำมาชดใช้ภาระหนี้สินในโครงการรับจำนำข้าว







