
สื่อนอกชี้ 'บันเทิงสัตว์' หนุนค้าสัตว์-ทารุณ
แม้การใช้สัตว์แสดงโชว์จะพบเห็นได้มากตามสถานที่ท่องเที่ยวของไทย เช่น ลิงอุรังอุตังยกน้ำหนัก ช้างวาดภาพระบายสี และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ก็ตาม ทว่าธุรกิจเหล่านั้นกลับแฝงไปด้วยการลักลอบค้าสัตว์ป่าและการทารุณกรรมสัตว์
แม้การใช้สัตว์แสดงโชว์จะพบเห็นได้มากตามสถานที่ท่องเที่ยวของไทย เช่น ลิงอุรังอุตังยกน้ำหนัก ช้างวาดภาพระบายสี และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ก็ตาม ทว่าธุรกิจเหล่านั้นกลับแฝงไปด้วยการลักลอบค้าสัตว์ป่าและการทารุณกรรมสัตว์
สำนักข่าวอัลจาซีรา รายงานว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังสนับสนุนการทารุณกรรมสัตว์และการลักลอบค้าสัตว์ป่าด้วยการใช้จ่ายเงินไปกับการแสดงโชว์สัตว์ หรือวัดที่เปิดให้ดูเสือ และแม้ไทยจะมีกฎหมายเกี่ยวกับการทารุณกรรมสัตว์ อย่างไรก็ตามกฎหมาย
ดังกล่าวกลับไม่สามารถจัดการการทารุณกรรมสัตว์ในอุตสาหกรรมที่มีกำไรงอกงามได้
ยกตัวอย่างเช่น ช้าง สัตว์ประจำชาติของไทย โดยสำนักข่าวอัลจาซีรารายงานอ้างเจ้าของธุรกิจค้าช้าง ว่า การค้าช้างมีผลตอบแทนสูงถึงตัวละ 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 1.65 ล้านบาท) และช้างหลายตัวเป็นช้างป่าที่ถูกพรากจากแม่ช้างแต่ยังเด็ก และขายให้กับอุตสาหกรรมบันเทิง
เล็ก ชัยเลิศ หรือ แสงเดือน ชัยเลิศ นักเคลื่อนไหวเพื่ออนุรักษ์ช้างป่า ให้สัมภาษณ์กับอัลจาซีราว่า ในกระบวนการฝึกฝนช้างที่ถูกจับมาเป็นไปอย่างป่าเถื่อน และทำลายสัญชาตญาณสัตว์ เช่น การทำให้ช้างกลัวมนุษย์ด้วยการมัดลิ้น มัดหาง มัดขา จนบางทีก็เน่า และยังทำให้ช้างมีปัญหาทางจิตอีกด้วย
แสงเดือนจัดตั้งมูลนิธิพาช้างกลับบ้านขึ้นเพื่อช่วยเหลือสัตว์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมบันเทิงสัตว์ ในขณะที่ให้ความรู้กับเจ้าของสวนสัตว์และนักท่องเที่ยวในการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับสัตว์ป่าอีกด้วย
ในขณะเดียวกัน เสือเองก็ถือเป็นสัตว์ป่าที่ขายได้ราคาแพงเช่นเดียวกัน เช่น อวัยวะบางส่วนของเสือเป็นส่วนประกอบของยาจีน หรือวัดที่ต้องสงสัยว่าลักลอบค้าสัตว์ป่าที่เก็บค่าเข้าชม 450 บาท เพื่อใกล้ชิดเสือ และนักเคลื่อนไหวต่างระบุว่า การกักขังเสือทั้งหมด 144 ตัว เป็นไปด้วยเหตุผลเดียว นั่นคือ “ธุรกิจ”
แม้เจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะเข้าตรวจสอบและยึดเสือเป็นทรัพย์สินของอุทยานฯ อย่างไรก็ตามเสือยังคงอยู่ที่วัดดังกล่าวตราบเท่าที่วัดทำตามเงื่อนไขของอุทยานฯ
อดิศร นุชดำรงค์ ผู้ตรวจราชการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า วัดดังกล่าวกลายเป็นฟาร์มเสือไปเสียแล้ว
แอดวิน เวียค นักเคลื่อนไหวเพื่อสัตว์ป่าในไทย เปิดเผยกับทางอัลจาซีราว่า การทารุณกรรมสัตว์พบได้แพร่หลายในอุตสาหกรรมบันเทิงสัตว์ และทำเงินได้อย่างมหาศาล ในขณะที่ผู้เข้าชมกลับเห็นเป็นเรื่องปกติ
เวียค ระบุถึงวัดที่มีการเปิดให้ชมเสือว่า เมื่อ 12 ปีก่อน ทางวัดสัญญาว่าจะไม่แพร่พันธุ์เสือ อย่างไรก็ตามลูกเสือกลับเป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยว เนื่องจากสามารถใช้ถ่ายรูปในขณะป้อนนมได้ง่าย ดังนั้นจึงมีการผสมพันธุ์เสือมากขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ พ.ร.บ.ทารุณกรรมสัตว์ พ.ศ. 2557 กลับไม่สามารถจัดการกับอุตสาหกรรมดังกล่าวที่มีการทารุณกรรมสัตว์อย่างชัดเจน
“ไม่มีคำนิยามที่ชัดเจนว่า การกระทำได้ว่าถือเป็นการทารุณกรรมสัตว์ เช่น สัตว์ไม่ได้รับอาหารที่เพียงพอ ถือเป็นการทารุณกรรมสัตว์หรือไม่” เวียค กล่าวและระบุว่า ด้วยข้อจำกัดของกฎหมายจึงไม่สามารถปิดวัดดังกล่าวได้







