
แปรงบกู้เศรษฐกิจ
สภาพเศรษฐกิจไทยยามนี้ เรียกว่าอยู่ในภาวะฝืดเคืองอย่างหนัก และมีแนวโน้มที่ดูเหมือนจะแย่ลง เมื่อพิจารณาจากตัวเลขสำคัญที่ออกมาในแต่ละเดือน และกำลังซื้อของประชาชนส่วนใหญ่หดหาย โดยเฉพาะกลุ่มคนชั้นกลาง มนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ประจำ เกษตรกร รวมถึงคนทำงานหาเช้ากินค่ำ แม้แต่ผู้ประกอบธุรกิจในแทบจะทุกสาขา ตลอดจนพ่อค้าแม่ขายตามร้านตลาดทั่วไป ต่างตกอยู่ในสภาพจำยอมกับภาวะการจับจ่ายใช้สอยที่ซบเซามาตั้งแต่ต้นปี
สภาพเศรษฐกิจไทยยามนี้ เรียกว่าอยู่ในภาวะฝืดเคืองอย่างหนัก และมีแนวโน้มที่ดูเหมือนจะแย่ลง เมื่อพิจารณาจากตัวเลขสำคัญที่ออกมาในแต่ละเดือน และกำลังซื้อของประชาชนส่วนใหญ่หดหาย โดยเฉพาะกลุ่มคนชั้นกลาง มนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ประจำ เกษตรกร รวมถึงคนทำงานหาเช้ากินค่ำ แม้แต่ผู้ประกอบธุรกิจในแทบจะทุกสาขา ตลอดจนพ่อค้าแม่ขายตามร้านตลาดทั่วไป ต่างตกอยู่ในสภาพจำยอมกับภาวะการจับจ่ายใช้สอยที่ซบเซามาตั้งแต่ต้นปี
แม้จะเป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่ในขณะนี้ มีปัจจัยจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง และการปรับตัวไม่ทันของประเทศไทย จนส่งผลให้การส่งออกในช่วง 5 เดือนแรก หดตัว 4.2% ล่าสุดวิกฤตภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ซ้ำเติมผู้ที่อยู่ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนการบริโภคในระบบเศรษฐกิจฐานราก จากการเผชิญปัญหาราคาพืชผลตกต่ำมาตั้งแต่ปีที่แล้ว
ที่สำคัญที่สุด คือ เศรษฐกิจไทยยังคงทรุดลงต่อเนื่อง และยังไม่รู้จุดจบว่าจะถึงจุดต่ำสุดเมื่อใด ซึ่งสะท้อนได้จากผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือน มิ.ย. ที่ดัชนีต่ำสุดในรอบ 1 ปี และผู้บริโภคกังวลว่าภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่จะลากยาวไปถึงไตรมาส 3 ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจจากภายนอก เช่น วิกฤตหนี้กรีซ ความกังวลว่าจะเกิดฟองสบู่จีน
ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะต้องหาหนทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ทั้งหมด ก่อนที่เศรษฐกิจและภาคธุรกิจจะพังพาบจนยากจะเยียวยา โดยเฉพาะกระตุ้นการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ เช่น งบลงทุนปีงบประมาณ 2558 ที่ขณะนี้มีรายการไม่ได้เซ็นสัญญา 1.3 แสนล้านบาท และงบที่เซ็นสัญญาแล้วแต่ยังไม่เบิกจ่ายเข้าระบบอีก 7.6 หมื่นล้านบาท เพื่ิิอประคองเศรษฐกิจได้
ขณะเดียวกัน แหล่งเงินที่รัฐบาลสามารถปรับเปลี่ยนมาใช้เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ คือ งบประมาณปี 2559 กรอบวงเงิน 2.72 ล้านล้านบาท ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รับหลักวาระแรกแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาแปรญัตติงบประมาณรายจ่ายของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณ ที่สามารถปรับลดงบประมาณในส่วนที่เป็นภารกิจหรือรายการที่ยังไม่จำเป็นเร่งด่วน และแปรญัตติงบส่วนนี้มาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจภายใน
ตั้งแต่งบประมาณที่จัดสรรสำหรับใช้ในกิจการด้านกลาโหม ซึ่งในปีงบประมาณ 2559 มีการจัดสรรงบส่วนนี้ไว้สูงถึง 2.07 แสนล้านบาท หากรัฐบาลตัดลดงบประมาณในส่วนการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ที่ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนได้ หรือแม้กระทั่งการตัดลดงบดูงานต่างประเทศ และงบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีงบหลักหมื่นล้านบาท ก็จะทำให้รัฐบาลมีเงินเหลือมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ด้วยสภาพการณ์ที่เป็น พล.อ.ประยุทธ์ ต้องกลับมาทบทวนและจัดลำดับความสำคัญการจัดสรรงบประมาณปี 2559 ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในขณะนี้







