posttoday
ฟองสบู่หุ้นจีนแตก

ฟองสบู่หุ้นจีนแตก

03 กรกฎาคม 2558

ท่ามกลางบรรยากาศความวุ่นวายจากวิกฤตการผิดนัดชำระหนี้ของกรีซ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ท่ามกลางบรรยากาศความวุ่นวายจากวิกฤตการผิดนัดชำระหนี้ของกรีซ อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญที่น่าจับไม่น้อย คงหนีไม่พ้นความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นจีนที่เผชิญภาวะดิ่งตัวลงอย่างรุนแรง หลังจากกลุ่มเจ้าหนี้ยูโรโซนกับกรีซไม่สามารถหาทางออกในการปล่อยเงินกู้งวดใหม่ได้ ส่งผลให้กรีซผิดนัดชำระหนี้ในที่สุด

ดัชนีตลาดหุ้นจีนตกลงอย่างฮวบฮาบนับตั้งแต่ช่วงโค้งสุดท้ายของวิกฤตหนี้กรีซ โดยเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว โดยดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ดิ่งตัวลงถึง 7.4% ภายในวันเดียว หรือเท่ากับดิ่งตัวลงจากจุดสูงสุดถึง 18.8% ขณะที่ดัชนีเสิ่นเจิ้น คอมโพสิต ซึ่งชี้วัดความเคลื่อนไหวของหุ้นเทคโนโลยีขั้นสูงขยับลง 7.9% เท่ากับ 20.3% จากจุดสูงสุด เอเอฟพี รายงานว่า อาจมีเงินออกหายไปจากตลาดหุ้นเป็นหลักล้านล้านหยวนทีเดียว

แม้ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ดำเนินมาตรการทางการเงินขั้นรุนแรงด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงถึง 0.25% และปรับลดปรับลดอัตราเงินทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์ (อาร์อาร์อาร์) ลงอีก 0.5% ก็ไม่สามารถสกัดการไหลออกดังกล่าวได้

ปฏิเสธไม่ได้ว่า วิกฤตหนี้กรีซเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดการเทขายครั้งใหญ่ในตลาดหุ้นจีน อย่างไรก็ตามหากมองโดยภาพรวมตลาดหุ้นจีนมีพื้นฐานที่อ่อนแออยู่แล้วจากการแห่แหนเข้าไปเก็งกำไรของนักลงทุนตลอดทั้งปี
ที่ผ่านมา

ตลาดหุ้นจีนเป็นหนึ่งในจุดมุ่งหมายของนักลงทุนท่ามกลางบรรยากาศเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา โดยก่อนหน้าการเทขายเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น ตลาดหุ้นจีนทะยานขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในรอบ 7 ปี และขยายตัวถึง 150% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ถือเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในโลก

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นว่าเป็นสิ่งปกติอย่างแน่นอนเมื่อเทียบกับสภาพเศรษฐกิจจีนที่พูดได้ว่าซบเซาที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ ยืนยันได้จากการเปิดเผยสัดส่วนการนำเข้าส่งออกของจีนเมื่อเดือน พ.ค. ปรากฏว่าการส่งออกย่อตัวลง 2.5% ขณะที่การนำเข้าชะลอตัวถึง 17.6% ซึ่งแนวโน้มการนำเข้าส่งออกของจีนในช่วงครึ่งปีแรกส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง

ส่วนดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ของธนาคารเอชเอสบีซี ซึ่งถือเป็นดัชนีสำคัญในการวัดความร้อนแรงในภาคการผลิต ที่ถือเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศอยู่ที่ 49.4 จุด เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ถึงแม้เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าแต่ยังถือว่าต่ำกว่า 50 จุด ซึ่งเท่ากับภาคการผลิตของจีนหดตัว โดยพีเอ็มไอของจีนอยู่เคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่า 50 จุด มาตั้งแต่ต้นปีแล้ว

ทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 2 น่าจะเติบโตไม่ถึง 7% ซึ่งทำให้มีความยากลำบากมากขึ้นที่จีนจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวถึง 7%

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหนในตลาดหุ้นจีนกลับเป็น “หนังคนละม้วน” เลยทีเดียว เพราะนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมาเผชิญกับวิกฤตหนี้กรีซในที่สุด

ที่เป็นเช่นนี้เพราะนักลงทุนเชื่อว่ารัฐบาลจีนจะไม่ยอมปล่อยให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างรุนแรง หรือ “ฮาร์ดแลนดิง” เนื่องจากรัฐบาลต้องการให้หลักประกันว่า การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากแบบเน้นการลงทุนเป็นเน้นบริโภคภายในจะกระทบเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว

นักลงทุนจึงเชื่อว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแน่นอนหากสภาพ เศรษฐกิจย่ำแย่ ส่งผลให้ทุกครั้งที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจออกมาไม่ดีดัชนีตลาดหุ้นในจีนกลับปรับตัวสูงขึ้นทุกครั้งจากการเข้าไปเก็งกำไรของนักลงทุน

ทางฟากรัฐบาลจีนเองก็ให้ความหวังด้วยการทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาโดยตลอด โดยทางพีบีโอซีมีการปรับลดดอกเบี้ยลงถึง 2 ครั้ง นับตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว ขณะเดียวกันกับที่รัฐบาลจีนผ่อนคลายกฎในการระดมทุนของรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งถูกกำหนดให้เข้มงวดมากขึ้นหลังจากที่ระดับหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นจีนทะยานสูงขึ้น

จากการจับสถิติของเว็บไซต์สแตรตฟอร์ พบว่าเฉพาะในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียว มีนักลงทุนหน้าใหม่ในตลาดหุ้นจีนถึง 5 ล้านราย โดยส่วนใหญ่ล้วนเป็นนักลงทุนรายย่อยที่เป็นคนธรรมดาทั่วไป ที่เห็นความสนใจในตลาดจีนแล้วหวังจะเข้ามาขอส่วนแบ่งความมั่งคั่งดังกล่าว ส่งผลให้สัดส่วนนักลงทุนจีนเพิ่มขึ้นถึง 90 ล้านคน

นอกจากนี้ ในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา สินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การจัดการของกองทุนรวมยังเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า จากที่ราว 7.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 24.26 ล้านล้านบาท) เป็น 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 40.08 ล้านล้านบาท) ซึ่งส่งผลให้เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตลาดหุ้นจีนกลายเป็นตลาดหุ้นขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก แทนที่ญี่ปุ่นด้วยทุนในตลาดถึง 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 151.65 ล้านล้านบาท) ขณะที่มูลค่าของหุ้นอยู่ที่ 9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 303.3 ล้านล้านบาท) ซึ่งเท่ากับขนาดของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของจีน

รายงานจากสื่อของจีนหลายสำนัก และหนังสือพิมพ์ปักกิ่ง ยังรายงานว่า นักลงทุนในตลาดหุ้นจีนหน้าใหม่เพิ่มมากขึ้น หลายคนเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นที่ได้รับเงินจากพ่อแม่สำหรับการลองเก็งกำไรเท่านั้น บางคนเป็นเพียงแม่บ้านที่อยากลองเข้ามาหาความสนุกจากการได้ลุ้นในตลาด

จึงไม่น่าแปลกใจที่ตลาดหุ้นจะดิ่งตัวลงอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดความผิดผลาด

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นจีนเกิดภาวะฟองสบู่ขึ้นมา ก็เนื่องจากการแตกตัวของฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์และธนาคารเงา (ชาโดว์แบงก์กิ้ง) ก่อนหน้านี้ส่งผลให้ทุนบางแห่งไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นในที่สุด นอกจากนี้ยังรวมถึงความพยายามในการผ่อนคลายกฎเกณฑ์การเข้าซื้อของต่างชาติด้วยที่ทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาเก็งกำไรในตลาดมากขึ้น

ด้านบริษัทวิจัยข้อมูลตลาด แบล็กร็อค ระบุว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชาวจีนมีแนวโน้มที่จะออมเงินมากกว่าชาวตะวันตก ส่งผลให้มีคนนำเงินมาลงทุนในตลาดหุ้นจำนวนมากท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ขาลง จากคำโฆษณาของบรรดาสถาบันการเงินทั้งหลาย โดยคนส่วนใหญ่เป็นแค่คนจีนธรรมดาที่ไม่ได้มีความเข้าใจในตลาดหุ้นอย่างท่องแท้

ล่าสุดรัฐบาลจีนพยายามผ่อนคลายกฎเกณฑ์การควบคุมเงินทุนในตลาดหุ้น เพื่อหวังกระตุ้นความเคลื่อนไหวในตลาด อย่างไรก็ตามปรากฏว่าดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ในวันเดียวกันร่วงลงหลุดกรอบ 4,000 จุด โดยดัชนีปิดตลาดที่ 3,912.77 จุด ปรับลดจากวันก่อน 3.5% นับเป็นการย่อตัวต่ำกว่า 4,000 จุด ครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ฉายภาพให้เห็นชัดว่า การกระตุ้นของจีนไม่สามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้

สาเหตุหลังจากภาวะฟองสบู่แตกในตลาดหุ้นจีนในครั้งนี้ มาจากพฤติกรรมการเก็งกำไรของนักลงทุนที่แห่แหนเข้าไปหวังจะสร้างกำไรในตลาด ส่วนวิกฤตหนี้กรีซเป็นเพียงยาแรงที่เป็นการปลุกนักลงทุนให้ตื่นจากฝันมาพบว่า “ตลาดหุ้นแดนมังกรไม่สอดคล้องกับฐานทางเศรษฐกิจมานานแล้ว”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท