
กรีซยอมอ่อนข้อ ยังมีหวังได้อยู่ต่อยูโรโซน
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
สถานการณ์วิกฤตหนี้กรีซที่กำลังตึงเครียด กลับพลิกผันหลังจากนายกรัฐมนตรี อเล็กซิส ไซปราส ของกรีซยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีคลังยูโรโซนขอให้ออกโครงการเงินกู้ใหม่ หากกลุ่มเจ้าหนี้ยอมอนุมัติเงินกู้งวดใหม่ให้กรีซ อาจสนับสนุนให้มีการโหวต “รับ” ในการลงประชามติวันที่ 5 ก.ค.ที่จะถึงนี้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้สถานการณ์ผ่อนคลายลงอย่างมาก นักลงทุนมองในแง่บวกว่ากรีซกับยูโรโซนน่าจะบรรลุข้อตกลงกันได้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นใหญ่ทั่วทุกมุมโลกปรับตัวขึ้นมาอยู่ในแดนบวกเมื่อ
วานนี้ ท่ามกลางความหวังว่ากรีซจะคงเป็นสมาชิกยูโรโซนต่อไป และคืนเสถียรภาพให้แก่โลก
นายกรัฐมนตรีไซปราสยื่นข้อเสนอในช่วง 11 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนจะถึงกำหนดเส้นตายการผิดนัดชำระหนี้แก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ราว 1,600 ล้านยูโร (ราว 6 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเวลาเดียวกับการสิ้นสุดโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินของกลุ่มเจ้าหนี้ “ทรอยก้า” ประกอบไปด้วย คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และไอเอ็มเอฟ
ด้านฝ่ายรัฐมนตรีคลังยูโรโซนซึ่งถือเป็นตัวแทนของเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดเรียกประชุมฉุกเฉินทันที เพื่อพิจารณาคำขอของกรีซ แต่ไม่ทันกำหนดเส้นตาย โดย เจอโรน ดิสเซลโบลม รัฐมนตรีคลังเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหารือกันได้ทันก่อนกำหนดเส้นตาย และประชุมกันใหม่ในช่วงค่ำวานนี้
เท่ากับว่าขณะนี้ดำเนินมาถึงจุดที่แย่ที่สุด คือกรีซผิดนัดชำระหนี้ไอเอ็มเอฟอย่างที่วิตกกังวลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามกรีซยังมีหวังที่จะได้รับเงินก้อนใหม่เพื่อต่อลมหายใจและชำระหนี้
ทั้งนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่าโครงการเงินกู้ล่าสุดที่ทางกรีซยื่นขอกับทางยูโรโซนในครั้งนี้เป็นคนละตัวกับโครงการให้เงินช่วยเหลือทรอยก้า ซึ่งกรีซขอรับมาตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ค. 2010 โดยเงินกู้ล่าสุดกรีซขอจาก “กลไกเพื่อความเสถียรภาพแห่งยุโรป (อีเอสเอ็ม)” ซึ่งเป็นกลไกที่ทางยุโรปตั้งขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพ โดยให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศสมาชิกที่เผชิญวิกฤต
กรีซซึ่งยังมีสถานะเป็นสมาชิกยูโรโซนอยู่ได้ยื่นขอเงินช่วยเหลือกว่า 2.91 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.09 ล้านล้านบาท) โดยวงเงินดังกล่าวครอบคลุมถึงรายจ่ายของรัฐบาลและแผนการปรับโครงสร้างหนี้ในอีก 2 ปีข้างหน้า
ล่าสุด ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานอ้างจดหมายที่นายกรัฐมนตรีกรีซส่งให้แก่เจ้าหนี้ระบุว่าจะยอมรับเงื่อนไขเกือบทุกประการของทางฝ่ายเจ้าหนี้ที่เสนอเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นการอ่อนข้ออย่างถึงที่สุด หลังจากที่ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมานับตั้งแต่การเข้ารับตำแหน่ง ไซปราสมีท่าทีที่แข็งกร้าวมาโดยตลอด โดยเฉพาะในประเด็นที่เจ้าหนี้ต้องการให้กรีซปรับลดการจ่ายเงินบำนาญและเพิ่มอัตราการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการเพิ่มอายุผู้ที่จะเกษียณอายุให้มาก
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการคลายเงื่อนไขต่างๆ ที่จะทำให้กรีซต้องออกจากยูโรโซน โดยในประการแรกหากกรีซได้รับเงินช่วยเหลือก้อนใหม่จากทางกลุ่มยูโรโซน กรีซก็สามารถนำเงินดังกล่าวใช้หนี้คืนแก่ไอเอ็มเอฟได้ ถือเป็นการปลดล็อกการระงับทุนจากไอเอ็มเอฟ โดยไอเอ็มเอฟมีกฎที่จะไม่ปล่อยเงินทุนก้อนใหม่หากมีการผิดนัดชำระหนี้
ทั้งนี้ ถึงแม้ตามความเข้าใจโดยทั่วไปคือกรีซได้ผิดนัดชำระหนี้ไอเอ็มเอฟไปแล้ว แต่ เจอร์รี ไรส์ โฆษกไอเอ็มเอฟ ยืนยันว่า กรีซเพียงเข้าสู่ “ขอบเขต” ของการผิดนัดชำระหนี้ เป็นการพูดกว้างๆ เท่านั้นว่า
ไอเอ็มเอฟยังให้เวลากรีซชำระหนี้ได้อยู่
ประการต่อไป สถานการณ์ที่ผ่อนคลายลงจะทำให้กรีซสามารถกลับเข้าสู่โต๊ะการเจรจาหนี้กับกลุ่มเจ้าหนี้ทรอยก้าเพื่อรับโครงการให้เงินช่วยเหลือต่อไปจะเป็นการปลดล็อกเงื่อนไขให้อีซีบีสามารถปล่อยเงินช่วยเหลือสภาพคล่องฉุกเฉิน (อีแอลเอ) ให้กับธนาคารพาณิชย์กรีซได้อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการผ่อนคลายภาวะขาดแคลนสภาพคล่องที่ธนาคารกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน จนส่งผลให้รัฐบาลกรีซประกาศให้สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์เป็นวันหยุดธนาคาร และจะเปิดให้บริการอีกในวันที่ 7 ก.ค.
อย่างไรก็ตาม หากกลุ่มเจ้าหนี้ไม่ยอมปล่อยเงินกู้งวดใหม่ ผลกระทบในแง่ลบจะยิ่งขยายวงกว้าง โดย คริส มอร์ริส ผู้สื่อข่าวประจำภูมิภาคยุโรปแห่งสำนักข่าวบีบีซี แสดงความเห็นว่า หากไม่มีการให้เงินทุนใหม่แก่กรีซ กรีซจะผิดนัดชำระหนี้เจ้าหนี้รายอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกำหนดเวลาที่กรีซต้องจ่ายเงินภายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยงวดที่กระชั้นชิดที่สุด คือกำหนดชำระการไถ่ถอนพันธบัตรของอีซีบี มูลค่า 3,460 ล้านยูโร (ราว 1.29 แสนล้านบาท)
แน่นอนว่าหากกรีซผิดนัดชำระหนี้อีกก็จะเป็นการปิดประตูไม่ให้กรีซเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากกลุ่มทรอยก้าได้อีก ซึ่งถือเป็นเรื่องยากมากที่กรีซจะสามารถอยู่ในภาวะขาดแคลนสภาพคล่องเช่นนี้ได้ จนอาจจะทำให้กรีซจำเป็นต้องพิมพ์เงินของตนเองขึ้นมา ซึ่งหมายความว่ากรีซออกจากยูโรโซนในที่สุด
ขณะเดียวกัน ยังหมายความว่าการลงประชามติในประเด็นที่ว่า กรีซจะยอมรับหรือไม่ยอมรับโครงการให้เงินช่วยเหลือของกลุ่มเจ้าหนี้ในวันที่ 5 ก.ค.นี้ จะมีขึ้นเช่นกัน บีบีซีรายงานว่า ผลที่ตามมาจะมีได้หลาย
รูปแบบ โดยหากประชาชนชาวกรีซลงคะแนน “รับ” ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ เนื่องจากกรีซเผชิญกับความยากลำบากเนื่องจากไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้มาแล้ว ก็จะทำให้พรรคไซรีซาซึ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยการให้สัญญาว่าจะนำพากรีซออกจากโครงการให้เงินช่วยเหลือตกอยู่ในที่นั่งลำบาก
อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้เช่นกันว่าชาวกรีซอาจจะลงคะแนนเสียงไม่รับ เนื่องจากในปัจจุบันชาวกรีซต้องทนทุกข์กับสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่จากมาตรการรัดเข็มขัดที่เจ้าหนี้บังคับมานานกว่า 5 ปี ซึ่งหากกรีซโหวตไม่รับก็จะทำให้กรีซต้องออกจากยูโรโซนในที่สุด ขณะที่อียูจะตกอยู่ในความวุ่นวาย ซึ่งจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก
ในปัจจุบันจึงมีความเป็นไปได้หลายรูปแบบมากสำหรับบทสรุปวิกฤตหนี้กรีซในครั้งนี้ อย่างไรก็ตามการปรับท่าทีของกรีซในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ากรีซอาจจะได้อยู่กับยูโรโซนต่อไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับผลการเจรจาขอเงินกู้ตามกลไกเพื่อความเสถียรภาพแห่งยูโรโซน ซึ่งจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญสำหรับวิกฤตหนี้กรีซในครั้งนี้







