ประมงพื้นบ้านรับอานิสงส์ วิกฤตเรืออวนงดหาปลา
หลังจากรัฐบาลปราบปรามเอาผิดกับเรือประมงพาณิชย์ไม่มีอาชญาบัตรขั้นเด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา
โดย...ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์
หลังจากรัฐบาลปราบปรามเอาผิดกับเรือประมงพาณิชย์ไม่มีอาชญาบัตรขั้นเด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลทำให้เรือขนาดใหญ่จอดเทียบท่าสนิทโดยยังไม่มีกำหนดการว่าจะออกไปทำประมงทางทะเลเมื่อไหร่
ตรงข้ามกับกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านยังคงทำประมงต่อไปตามปกติ เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีเรือประมงพาณิชย์หยุดทำประมงเนื่องจากไม่ถูกกฎหมาย ส่งผลให้มีพ่อค้าแม่ค้าพากันหันมาซื้ออาหารทะเลมากยิ่งขึ้น แถมยังเสนอราคาที่ดีให้แก่ชาวประมงพื้นบ้านอีกด้วย
กลุ่มประมงพื้นบ้านอ่าวท่าศาลา ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจัดระเบียบขั้นเด็ดขาดกับเรือประมงพาณิชย์ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะเรือประมงแบบทำลายล้างทรัพยากร เช่น พวกเรือลากปลาเป็ดที่ทำลายทรัพยากรสัตว์น้ำขนาดเล็กอย่างรุนแรง สัตว์น้ำไม่สามารถโตขึ้นสร้างมูลค่าเพิ่มได้
ขณะเดียวกัน ก็เรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบเรือของนายทุนใหญ่ทั้งหลายที่มีอยู่รายละ 50-60 ลำ หรือมากกว่านี้ว่ามีเรือลงทะเบียนจริงกี่ลำ สวมทะเบียนกี่ลำ เพราะทรัพยากรทางทะเลของประเทศไทยส่วนใหญ่ตกอยู่ในกำมือของกลุ่มนายทุนเหล่านี้เพียงไม่กี่คน
เช่นเดียวกับความคิดเห็นของ บรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย สนับสนุนเต็มที่ให้รัฐบาลแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายเพื่อปลดล็อกการให้ใบเหลืองของอียู แต่ถ้าหากเป็นไปได้ก็ต้องการให้รัฐบาลออกหมายยกเลิกเรือประมงอวนลากอวนรุนและเรือปั่นไฟ ซึ่งเป็นการทำประมงแบบทำลายล้างทรัพยากรทางทะเล เหมือนกับอินโดนีเซียที่ได้ออกกฎหมายยกเลิกเรืออวนลากไปแล้ว
“ปัจจุบันในไทยพบว่ามีเรือประมงผิดกฎหมายโดยเฉพาะเรืออวนลากเพิ่มขึ้นถึง 1.6 หมื่นลำ จากเดิมที่มีอยู่เพียง 4,700 ลำ ส่วนใหญ่เป็นการลักลอบสวมทะเบียนปลอมจาก 1 ลำ เป็น 5 ลำ เนื่องจากตั้งแต่ปี 2523 ได้มีการควบคุมไม่ให้มีการเพิ่มจำนวนเรืออวนลากโดยไม่ต่ออาชญาบัตรให้ แต่กลับพบว่ามีจำนวนเรืออวนลากเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” บรรจง กล่าว
นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย กล่าวว่า ปัญหาเรือประมงผิดกฎหมายทั้งอวนลากอวนรุนและเรือปั่นไฟ นอกจากจะเป็นสาเหตุที่ทำให้อียูให้ใบเหลืองกับไทยแล้ว ที่ผ่านมายังส่งผลกระทบต่อชาวประมงชายฝั่งใน 22 จังหวัดของประเทศไทยนับแสนครัวเรือนที่ต้องเลิกอาชีพประมงและทำให้ชุมชนประมงชายฝั่งล่มสลาย เนื่องจากทำลายล้างทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่ง และในความเป็นจริงแล้ว 85% ของอาชีพประมงเป็นชาวประมงชายฝั่ง ส่วนที่เหลืออีก 15% เป็นการประมงผิดกฎหมายกลับส่งผลกระทบในวงกว้าง แต่เป็นกลุ่มทุนที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมทั้งระบบ
“หากรัฐบาลประกาศยกเลิกเรือประมงเหล่านี้เชื่อว่าภายใน 6 เดือนข้างหน้า ทรัพยากรสัตว์น้ำทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันก็จะกลับมาสมบูรณ์ปกติ อีกทั้งยังเป็นการปลดล็อกการให้ใบเหลืองของอียูอีกด้วย แม้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมประมงของไทยบ้างก็ตามแต่รัฐบาลต้องทำใจ” บรรจง กล่าว
ด้านกลุ่มสมาคมประมงจังหวัดชุมพรทุกสมาคมได้มีมติที่ประชุมนัดชุมนุมใหญ่ ด้วยการนำเรือประมงทั้งหมดของ จ.ชุมพร กว่า 2,000 ลำ ไปจอดหน้าอ่าวชุมพร เพื่อแสดงพลังคัดค้านและให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาการทำประมงหลังสิ้นสุดประกาศให้มีการขึ้นทะเบียนเรือและแจ้งขออาชญาบัตร โดยจะเริ่มรวมตัวตั้งแต่เวลา 09.00 น. วันที่ 3 ก.ค.นี้ ที่บริเวณหน้าทางเข้าจุดชมวิวเขามัทรี ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ชุมพร
ขณะที่บรรยากาศการจำหน่ายสินค้าอาหารทะเลในตลาดสดเขตเทศบาลทั่วภาคใต้ยังคงเป็นปกติ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ไม่หวั่นวิตกว่าสินค้าจะขาดแคลนตลาด grเพราะสามารถซื้อสินค้าจากกลุ่มเรือประมงพื้นบ้าน เรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีอาชญาบัตรก็ยังคงออกทะเลไปทำประมงตามปกติ อีกทั้งอาหารทะเลส่วนหนึ่งก็นำเข้าจากประเทศมาเลเซีย
อย่างไรก็ตาม แตกต่างกับที่ตลาดไท อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจำหน่ายอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดอีกแห่งก็ยังคงปกติ กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าไม่มีแย่งซื้อสินค้ากักตุนเพราะมั่นใจว่าสินค้าไม่ขาดตลาด
สามารถ อยู่สมศรี เจ้าของร้านขายอาหารทะเลในตลาดไท กล่าวว่า ยังคงขายอาหารทะเลราคาปกติทั้งปลีกและส่ง เพราะยังมีสินค้าสต๊อกไว้ได้เป็นอาทิตย์ ขณะที่ พ่อค้าแม่ค้าจังหวัดอื่นแห่ขึ้นราคาของทะเลกันล่วงหน้าแล้ว
อรสา ศรีสง่า เจ้าของร้านแมว-โย ร้านจำหน่ายอาหารทะเลรายใหญ่ในตลาดไท กล่าวว่า เรื่องราคาอาหารทะเลในขณะนี้ยังทรงตัวไม่ขึ้นไม่ลง ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในช่วงอาทิตย์นี้ เพราะยังมีของสต๊อกอยู่และพร้อมจำหน่ายได้กว่าหนึ่งอาทิตย์ ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบแบบเต็มๆ ที่สุดคือผู้ประกอบการส่งออกอาหารทะเล เพราะส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่ได้จากประมงน้ำลึก
บุญปลูก เอนสาร เจ้าของร้านอาหารซีฟู้ดรายใหญ่ใน จ.ปทุมธานี กล่าวว่า ยังคงขายปกติ โดยไม่ปรับราคาล่วงหน้าเหมือนร้านอื่นๆ แต่ก็ต้องรอดูอีก 1-2 วันข้างหน้า ว่าอาหารทะเลจะขาดตลาดหรือไม่ก็อาจต้องปรับตัวสูงขึ้นตามไป


