
4 แนวทางยั่งยืน
กว่าปีที่ผ่านมา ERS หรือ “กลุ่มปฏิรูปพลังงานอย่างยั่งยืน” ได้เดินสายพูดคุยกับกลุ่มต่างๆ ตั้งแต่ภาครัฐ (คสช.) ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ จนถึงภาคประชาชน อีกทั้งได้ร่วมอภิปรายในเวทีสาธารณะใหญ่ๆ หลายครั้ง
กว่าปีที่ผ่านมา ERS หรือ “กลุ่มปฏิรูปพลังงานอย่างยั่งยืน” ได้เดินสายพูดคุยกับกลุ่มต่างๆ ตั้งแต่ภาครัฐ (คสช.) ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ จนถึงภาคประชาชน อีกทั้งได้ร่วมอภิปรายในเวทีสาธารณะใหญ่ๆ หลายครั้ง
แม้ไม่สามารถสร้างกระแสสังคมได้มากอย่างฝ่าย “ทวงคืนพลังงาน” แต่ด้วยน้ำหนักของข้อเท็จจริงและการมองผลกระทบที่รอบด้าน ปรากฏว่าหลายสิ่งที่รัฐบาลได้ทำและดำริมีความสอดคล้องกับแนวทางที่กลุ่มได้นำเสนอ นอกจากนี้ ERS ได้สร้างแนวร่วมที่กว้างขวางขึ้น ทั้งๆ ที่ใครก็ตามที่มาร่วมจะเผชิญความเสี่ยงต่อการกล่าวหาว่ารับใช้ทุนสามานย์บ้าง ขายชาติบ้าง
ในงานแถลงข่าวครบรอบ 1 ปีของ ERS เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดตัวแนวร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ที่ ERS รู้สึกเป็นเกียรติและได้กำลังใจมากที่สุด คือ นพ.วิชัย โชควิวัฒน นักต่อต้านคอร์รัปชั่น-ผู้อาวุโสภาคประชาชน ที่ได้เคยศึกษาติดตามเรื่องพลังงานมานาน อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เคยกล่าวถึงท่านว่า “เขาเป็นคนจริง ที่อุทิศตนเพื่อความถูกต้อง ดีงามมาโดยตลอด ...กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำอะไรๆ นอกกระแส”
นพ.วิชัย ได้กล่าวกับสื่อมวลชนว่า ERS “เป็นกลุ่มผู้รู้จริงเรื่องพลังงาน ความรู้สำคัญเหลือเกิน ...สำคัญที่สุด ต้องให้สังคมเข้าใจด้วย” จากคำแนะนำที่มีคุณค่านี้ ERS จึงเสนอแนวทางปฏิรูปพลังงานที่ยั่งยืนในกรอบใหม่ที่น่าจะช่วยให้สังคมเข้าใจได้มากขึ้นในงาน “ผ่าความจริงพลังงาน” เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยมีความ “ใกล้ตัว” มากขึ้น เป็น “วิชาการ” น้อยลง กรอบนี้แบ่งเป็น 4 แนวทาง ซึ่งจะขยายความส่วนแรกได้บ้างในสัปดาห์นี้
1.ขจัดคอร์รัปชั่นและสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารพลังงาน
1.1.เพิ่มการแข่งขันในธุรกิจพลังงาน
แก้ไข พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าให้เลิกยกเว้นรัฐวิสาหกิจที่แข่งขันกับเอกชน และให้มีคณะกรรมการกำกับดูแล (Regulator) ที่เข้มแข็ง และปราศจากประโยชน์ทับซ้อน Regulator ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น รวมถึง พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงานด้วย
สร้างการแข่งขันในส่วนที่มีการผูกขาดโดยธรรมชาติ โดยแยกท่อก๊าซออกจาก ปตท. และเปิดให้บุคคลที่สามเข้ามาใช้บริการ (Third Party Access) กับแยกสายส่งไฟฟ้าและการบริหารระบบให้เป็นอิสระ ทั้งนี้คาดว่าจะทำให้โรงไฟฟ้าที่ต้นทุนต่ำได้ผลิตเข้ามาขายในระบบมากขึ้น ทำให้ค่าไฟฟ้าของผู้บริโภคถูกลง
ให้ ปตท.ลดการถือหุ้นในโรงกลั่นเพื่อลดความเชื่อมโยงของกำลังกลั่นส่วนใหญ่กับ ปตท. ปัจจุบันได้ดำเนินการแล้วในกรณีของบางจาก ซึ่ง ปตท.ขายหุ้นให้กับกองทุนประกันสังคมและกองทุนวายุภักษ์ และจะมีการกระจายหุ้น ปตท.ในโรงกลั่น SPRC เมื่อบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ช่วงปลายปีนี้
1.2.ลดการแทรกแซงแสวงประโยชน์โดยมิชอบ
ภาครัฐต้องแยกการกำกับดูแล กำหนดนโยบาย การดำเนินการ และการดูแลผลประโยชน์ของรัฐในฐานะเจ้าของ-ผู้ถือหุ้นออกจากกัน เพื่อความโปร่งใสและป้องกันการรวบอำนาจ
การแต่งตั้งกรรมการและผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจต้องโปร่งใสและได้มาตรฐานสากล ทั้งนี้ ข้าราชการจะเป็นกรรมการต้องไม่มีบทบาท-อำนาจที่สามารถให้คุณรัฐวิสาหกิจหรือให้โทษคู่แข่งได้ และควรรับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ส่วนเกินให้นำส่งคลังเข้าใจว่าคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (Super Board) กำลังทำข้อเสนอแนวนี้อยู่
1.3.ไม่สร้างองค์กรใหญ่ ไม่ให้รัฐมีบทบาทมากเกินจำเป็น
ในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ควรเลี่ยงระบบแบ่งปันผลผลิต มีขั้นตอนให้ภาครัฐอนุมัติรายละเอียดการดำเนินงานของเอกชน เพราะจะเปิดช่องให้ระดับสูงแทรกแซงในการจัดซื้อจัดจ้าง ระดับล่างก็มีโอกาสเรียกใต้โต๊ะมาก นอกจากนี้ จะมีต้นทุนขององค์กรที่ใหญ่ รวมทั้งความล่าช้าในกระบวนการ ซึ่งไม่เหมาะกับประเทศไทยที่มิได้เป็นแหล่งผลิตใหญ่ระดับโลก
บรรษัทน้ำมันแห่งชาติตามที่มีการเสนอนั้น เป็นองค์กรที่รวบอำนาจเบ็ดเสร็จในตัว เพราะเป็นทั้งผู้ให้สิทธิการสำรวจ ผู้กำกับดูแล และผู้ปฏิบัติการ จะเป็นโครงสร้างที่ไม่โปร่งใส ไม่ถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการที่ดี นอกจากเสี่ยงเรื่องคอร์รัปชั่นแล้ว ยังอาจนำไปสู่การบริหารปิโตรเลียมที่ล้มเหลว อย่างในเวเนซุเอลา หรือมีปัญหามากอย่างในอินโดนีเซียหรือบราซิลได้
1.4.เพิ่มบทบาทภาคประชาสังคมอย่างเป็นทางการ
ให้มีสำนักงานสารสนเทศพลังงานที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลพลังงานที่ถูกต้อง ครบถ้วน เข้าใจง่าย และเป็นที่ยอมรับ อย่างเช่น EIA ของสหรัฐ เพื่อแก้ปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดและเกิดความเกลียดชัง
ประเทศไทยควรเข้าร่วม EITI หรือโครงการเพื่อความโปร่งใสในการสกัดทรัพยากร (Extractive Industries Transparency Initiative) ซึ่งจะมีคณะทำงานไตรภาคีระดับชาติ ประกอบด้วยตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ตามที่เคยเล่าในคอลัมน์นี้ EITI จะช่วยคืนความไว้วางใจในสังคม และจะเพิ่มความโปร่งใสและการตรวจสอบที่จะช่วยให้การสกัดทรัพยากรธรรมชาติเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและประชาชน ทั้งนี้ นอกจากปิโตรเลียมแล้ว ระบบนี้จะครอบคลุมกิจกรรมเหมืองแร่อย่างเช่นทองคำด้วย
2.ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และให้ความเป็นธรรมผู้ใช้ทุกกลุ่ม – แก้มายาคติเกี่ยวกับการอุดหนุนราคาพลังงาน
3.สร้างประสิทธิภาพการใช้พลังงานและความมั่นคงทางพลังงาน
4.พัฒนาทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้เกิดและดำรงอยู่ได้
ดิฉันจะได้จะขยายความ 3 แนวทางหลังในสัปดาห์ต่อไป และจะเล่าถึงเหตุการณ์ถาม-ตอบในงาน “ผ่าความจริงพลังงาน” ที่น่าสนใจด้วย ...ดูรายละเอียดของข้อเสนอ ERS ได้ที่ www.facebook.com เพจ ERS
ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิใช่ขององค์กรใด







