
นวัตกรรมของไทย จะรุ่งเรืองหรือจะร่วง
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ขึ้นชื่อบทความไว้เช่นนั้นเพราะผู้เขียนยังงงๆ กับความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงในบ้านเมืองในการขับเคลื่อนประเทศไทยเป็นประเทศนวัตกรรม จากข่าวที่ได้ยินมาอย่างสม่ำเสมอก็คือ การที่ท่านนายกฯ เข้าใจและเห็นด้วยกับการขับเคลื่อนประเทศไทยเป็นประเทศนวัตกรรม เพราะมีวิสัยทัศน์ที่เห็นว่านวัตกรรมเป็นปัจจัยที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะในยามนี้ที่การส่งออกกำลังประสบปัญหาอย่างรุนแรงและประเทศไทยจำเป็นต้องแข่งขันในตลาดโลกให้ได้ นอกจากนี้ รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจเองก็ชูธงเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งถึงแม้ดิจิทัลจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี แต่ก็เป็นพื้นฐานที่สำคัญเรียกว่าเป็นโครงสร้างหนึ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปได้ ทั้งด้านการค้าและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี จึงดูเหมือนว่านโยบายระดับสูงจะสอดรับกันดี ฝ่ายปฏิบัติก็ควรจะตั้งหน้าตั้งตาเร่งมือขับเคลื่อนไปได้ แต่พอเริ่มเข้าเกียร์หนึ่ง เกียร์สอง ก็ต้องเบรกครืด เพราะเกิดมีความเห็นของผู้ใหญ่บางท่านในระดับนโยบายเช่นกันกลับมองว่า “ประเทศไทยยังไม่พร้อม” ผู้เขียนจึงงงๆ ว่า เอ๊ะ หรือท่านอายุมากแล้วก็เลยมัวแต่เคลิ้มๆ ไปตอนประชุม หรือท่านไม่อยากออกแรงมาก แล้วจะเอาอย่างไรกันดี
ประเทศจีนนั้น เมื่อผู้นำบอกว่าจะเป็นประเทศนวัตกรรม ก็มีการกำหนดนโยบายทั้งหลายมารองรับ ทรัพยากรและการขับเคลื่อนก็ไปในทิศทางเดียวกัน มีการสร้างเขตนวัตกรรมที่ใหญ่มากที่เฉินตู มีการสร้าง eco-system ขึ้นที่นั่น ตั้งแต่โรงเรียนนานาชาติ และมหาวิทยาลัยด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี โดยการจ้างผู้อำนวยการโรงเรียนมาจากสหรัฐจ้างนักวิทยาศาสตร์มาจากฟินแลนด์ ฯลฯ มีการลด OME ลง การลอกเลียนแบบลดลง สมัยที่ผู้เขียนยังเป็นอธิบดีอยู่จีนได้มีนโยบาย Top Down ให้เพิ่มผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรปีละ 800 คน ซึ่งนับได้ว่าเป็นเวลาหลายปีแล้ว จนป่านนี้ตัวเลขของผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรน่าจะอยู่ที่ 5,000-6,000 คนแล้ว
หันกลับมาดูประเทศไทยที่ UNCTAD (United Nations Conferences on Trade and Development) เคยทำรายงาน เมื่อปี 2014 ว่าประเทศไทยมีเงื่อนไขและสิ่งแวดล้อมสำหรับการทำนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่ดีมากในหลายสาขา เช่น การเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเปิด มีการนำเข้า ส่งออก สินค้าที่มีเทคโนโลยีสูง และยังมีอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญ และมีความสามารถในการแข่งขันสูงในสาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่จะสร้างโอกาสให้มีการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ดี มีมหาวิทยาลัยวิจัยวิทยาศาสตร์พื้นฐานเป็นโหลที่มีคุณภาพดี (a dozen high quality university) ในส่วนของภาครัฐก็มีข้าราชการที่มีความสามารถโดยเฉพาะด้านนโยบายอยู่มากเรียกว่า มีบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่จะก่อให้เกิดการวิจัยได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าบริษัทและธุรกิจของประเทศส่วนใหญ่จะไม่ให้ความสนใจในการวิจัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มีเพียงไม่กี่บริษัท ซึ่งผู้เขียนนับคร่าวๆ ได้ไม่ถึง 15 บริษัทที่ให้ความสนใจทางด้านนี้ และตัวเลขของ UNCTAD คือประมาณ 20% ของบริษัททั้งหมดที่เป็นอุตสาหกรรมและบริการ (ประเทศอื่นๆ จะมีประมาณ 50% หรือถ้าเป็นประเทศใน ECD ก็มากกว่านั้น) ยิ่งถ้าเป็น SME ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยยังไม่พร้อม เพราะถ้าคนและความสามารถนั้น เรามีแต่ที่ผ่านมา เนื่องจากผู้นำในรัฐบาลไม่ให้ความสนใจ การเมืองขาดเสถียรภาพมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อย ทำให้นโยบายขาดความต่อเนื่อง การผลักดันต่างๆ เกิดจากกลุ่มผู้มีความรู้และเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ซึ่งต้องยอมรับว่าท่านเหล่านี้มีความสามารถมากจริง แต่ท่านอาจเรียกได้ว่าอยู่บนหอคอยงาช้าง มีอีโก้สูง พูดภาษาเทพ ทำให้ประชาชนทั่วไป หรือแม้แต่รัฐบาลที่ผ่านๆ มาไม่เข้าใจ จึงได้รับการสนับสนุนน้อยมาก ทั้งในแง่การให้แนวทางนโยบายและงบประมาณ ยิ่งเมื่อการวิจัยเป็นไปตามความชอบของผู้วิจัย ไม่ได้ตอบสนองอุปสงค์ของตลาด ภาคธุรกิจก็เลยไม่ให้ความสนใจ ยกเว้นผู้บริหารภาคธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์จริงๆ ที่ให้ความสนใจและเห็นได้ชัดว่าผลที่เกิดขึ้นคือ บริษัทเหล่านี้เติบโตและขยายตัวอย่างมั่นคงแข่งขันได้ดีในตลาดโลก
น่าเสียดายที่ผู้บริหารระดับสูงบางคนยังเห็นว่า ประเทศไทยยังไม่พร้อม ความเสี่ยงย่อมจะเกิดขึ้นในการที่ประเทศไทยจะตกอยู่ในฐานะที่ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในตลาดโลกได้ เพราะเราไม่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนเนื่องจากแรงงานฝืมือด้อยอีกแล้ว (Less Skill Labour Intensive) เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมุ่งไปที่การใช้เทคโนโลยี และแรงงานที่มีความชำนาญที่สูงขึ้น รายงานของ UNCTAD ฉบับดังกล่าว กล่าวว่า ประเทศไทยมีทรัพยากรที่สำคัญที่จะเป็นเศรษฐกิจนวัตกรรม (Innovate Economy) แต่ปัจจุบันผลที่ปรากฏกลับต่ำกว่าความสามารถที่แท้จริงเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนที่มีขนาดเศรษฐกิจ และระดับการพัฒนาที่ใกล้เคียงกัน
ถ้าเราคิดว่ายังไม่พร้อมตอนนี้ก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย หากรอให้ถึงเวลาว่าพร้อมก็คงจะสายเสียแล้ว เพราะเหมือนกับน้ำที่มีอยู่ค่อนแก้ว รัฐบาลเพียงช่วยเติมอีกนิดเดียวก็เติมแก้ว ดังนั้น นวัตกรรมของไทยจะรุ่งหรือจะร่วง ก็ขึ้นอยู่กับผู้บริหารระดับสูงของไทยในรัฐบาลนี้แล้ว







