
หมัดเหล็กสลับไม้นวม แผนคสช.สร้างปรองดอง
กลายเป็นแรงกดดันรอบใหม่ที่พุ่งตรงมาที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปเสียแล้ว
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กลายเป็นแรงกดดันรอบใหม่ที่พุ่งตรงมาที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปเสียแล้ว สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาที่ในปัจจุบันชื่อนี้เป็นที่รู้จักและรับรู้ของสังคมมากขึ้น จากเดิมที่เคลื่อนไหวในโลกสังคมออนไลน์หรือออกมาเคลื่อนไหวตามท้องถนนบ้างเป็นบางครั้งบางคราว
แรงกระเพื่อมส่วนหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์เริ่มบานปลายนั้นมีต้นเหตุมาจากตัว คสช.เอง โดยเฉพาะแนวทางการบริหารความขัดแย้ง
ตลอดเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา คสช.ยึดหลัก “กำปั้นเหล็ก” มาตลอด ประหนึ่งว่า “เห็นต่างได้แต่ห้ามแสดงออก” ทำให้ คสช.ใช้มาตรการบังคับใช้กฎหมายกับฝ่ายตรงข้ามอย่างเข้มข้น
เช่น การส่งเจ้าหน้าที่ไปขอความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อให้งดการจัดเวทีเสวนาวิชาการ หรือแม้แต่การใช้กำลังควบคุมตัวผู้ชุมนุมที่แสดงออกอย่างสงบ ไม่เว้นแม้แต่การจัดการกับนักการเมืองที่แสดงความคิดเห็นสวนทางกับ คสช. ด้วยการเชิญมาปรับทัศนคติ เป็นต้น
โดย คสช.มองว่าการเคลื่อนไหวลักษณะนี้เป็นภัยต่อความมั่นคง ทำให้จำเป็นต้องใช้อำนาจที่ตัวเองมีอยู่เพื่อจัดการเสียตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้ทุกอย่างสายเกินแก้
การใช้กฎหมายแบบเข้มข้นดังกล่าว เหตุผลหนึ่งอาจมาจากการที่ คสช.ได้มองย้อนบทเรียนจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เมื่อปี 2549 ที่ผ่านมาด้วย ครั้งนั้น คมช.ก็มีอำนาจพิเศษอยู่ในมือเช่นกัน แต่ คมช.ไม่ได้ใช้มากเท่าไหรนัก
คมช.กลัวว่าการใช้อำนาจทางกฎหมายจัดการกับความขัดแย้ง จะมีผลให้บรรยากาศทางการเมืองไม่เอื้อกับการปฏิรูปประเทศ เมื่อ คมช.เกิดความกังวล จึงเป็นโอกาสให้ฝ่ายตรงข้าม คมช.อย่างกลุ่มเสื้อแดงในขณะนั้นเคลื่อนไหวได้อย่างเสรีพอสมควร จนนำมาซึ่งการจัดชุมนุมต่อต้านรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อย่างเป็นกิจจะลักษณะ
จากบทเรียนในอดีตที่ผ่านมานี่เอง คสช.ในปัจจุบันจึงเล็งเห็นและต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ความล้มเหลวในอดีตกลับมาเกิดขึ้นอีก
ดังนั้น อย่าได้แปลกใจว่าทำไมทหารและตำรวจถึงลุยจับกลุ่มบุคคลที่แสดงออกถึงความคิดเห็นที่แตกต่างแบบไม่กลัวจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล
ไม่ว่าจะเป็นการจับกลุ่มนักศึกษาที่ชุมนุมหน้าบริเวณหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา อันเป็นวันครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์รัฐประหารพอดิบพอดี จนมาถึงการควบคุมนักศึกษา 14 คน ที่ชุมนุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจังหวะก้าวทางการเมืองของ คสช.ในเวลานี้จะมุ่งใช้แต่เพียงกำปั้นเหล็กเพียงอย่างเดียว เพราะอย่างน้อย คสช.ก็ส่งสัญญาณถึงการใช้ “ไม้นวม” เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดด้วย โดยแสดงให้เห็น 3 วิธีด้วยกัน
วิธีที่หนึ่ง การปล่อยตัว “นัชชชา กองอุดม” นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ และ “ชาติชาย แกดำ” อดีตพิธีกรเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ซึ่งถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนคำสั่งของ คสช. จากกรณีที่ไปชุมนุมเมื่อวันที่ 22 พ.ค. โดยศาลทหารได้ปล่อยตัวพร้อมกับวางเงื่อนไขว่าห้ามเคลื่อนไหวใดๆ ในทางการเมืองอีก
แม้การปล่อยตัวในครั้งนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ล่าสุดที่ฝ่ายความมั่นคงเพิ่งควบคุมตัวนักศึกษา 14 คน แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นความพยายามช่วยให้บรรยากาศทางการเมืองที่ตึงอยู่และรอเวลาขาดอยู่ในเวลานี้ผ่อนคลายมากขึ้น
วิธีที่สอง การเชิญ “พิชัย นริพทะพันธุ์” อดีต รมว.พลังงาน ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไปออกรายการโทรทัศน์ของทหารในวันที่ 1 ก.ค. เวลา 21.00-22.00 น. ร่วมกับ “เกริกไกร จีระแพทย์” สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธานคณะ กมธ.ปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจ
การให้อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์มาแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะแบบนี้ ถือว่ามีนัยทางการเมืองอยู่ไม่น้อย เป็นเพราะอดีต รมว.พลังงาน ผู้นี้เพิ่งถูก คสช.เรียกไปปรับทัศนคติก่อนหน้านี้ หลังจากโจมตีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้
ที่สำคัญ คสช.ใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อทำการสื่อสารกับสังคมทางเดียวมาตลอด ผ่านการจัดรายการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. รวมไปถึงการมีรายโทรทัศน์หลังเวลาเคารพธงชาติช่วงเย็นในแต่ละวัน ดังนั้นการเปิดโอกาสให้มีการสื่อสารสองทางจากฝ่ายตรงข้ามย่อมเป็นสัญลักษณ์หนึ่ง คสช.ต้องการสื่อว่าไม่ได้ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของฝ่ายตรงข้าม
วิธีที่สาม การลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นจังหวัดแรกในภาคเหนือที่นายกฯ เดินทางไปประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ทั้งๆ ที่ทราบกันดีว่าเชียงใหม่เป็นเมืองหลวงของพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง ย่อมเสี่ยงต่อการเจอม็อบต้านเหมือนที่เคยลงพื้นที่ก่อนหน้านี้
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างอยู่ที่เชียงใหม่เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ว่า “รัฐบาลทำงานเพื่อ 70 ล้านคน ต้องสร้างความเข้มแข็งให้ทุกคนพอใจและมีความสุข ผมไม่ใช่ศัตรูใคร ทำงานมากับทุกรัฐบาล”
คำพูดของนายกฯ ที่ออกมา ไม่ต่างอะไรกับการพยายามสื่อว่า คสช.ไม่คิดที่จะไล่ล่าฝ่ายตรงข้าม แต่ทำงานเพื่อประชาชนทุกกลุ่ม ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่ขัดแย้งรุนแรงอยู่ในเวลานี้
ทุกกระบวนการที่ คสช.งัดออกมาในเวลานี้ แม้ในทางปฏิบัติจะมีความแตกต่างกัน แต่สำหรับเป้าหมายมีเหมือนกันเพียงอย่างเดียว คือ การไม่ให้ คสช.ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานมากขึ้นโดยไม่จำเป็น เพื่อให้การปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดองประสบความสำเร็จก่อนจะกลับเข้ากรมกองในอนาคตข้างหน้า







