
โรคเมอร์ส : บทเรียนจากเกาหลี และตะวันออกกลาง
โรคเมอร์ส หรือโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง แปลตรงตัวจากภาษาอังกฤษ คือ Middle East Respiratory Syndrome
โดย...นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
โรคเมอร์ส หรือโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง แปลตรงตัวจากภาษาอังกฤษ คือ Middle East Respiratory Syndrome
คำว่า Syndrome พจนานุกรมศัพท์แพทยศาสตร์ของราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานราชบัณฑิตยสภา แปลว่า “กลุ่มอาการ” แต่โรคที่มีลักษณะ “กลุ่มอาการ” หลายโรค ก็มัก
เรียกว่า “โรค” เช่น กลุ่มอาการเนโฟรติก (Nephrotic Syndrome) ก็เรียกโรคไตเนโฟรติก และกลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เกิดขึ้นภายหลัง (Acquired Immune Deficiency Syndrome) ซึ่งมีตัวย่อว่า AIDS เราก็เรียกชื่อเป็นทางการว่า โรคเอดส์
โรคนี้ระบาดครั้งแรกในตะวันออกกลาง เริ่มจากประเทศซาอุดิอาระเบีย เมื่อ พ.ศ. 2555 ซึ่งต่อมาพบว่า เชื้อที่เป็นสาเหตุ คือ เชื้อไวรัสในตระกูลไวรัสโคโรนา (Corona virus) ปัจจุบันจึงเรียกชื่อโรคนี้ในภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการว่า MERS-CoV ตัว CoV ข้างท้ายย่อมาจาก Corona Virus นั่นเอง ที่เรียกเชื้อนี้ว่าไวรัสโคโรนา เพราะโคโรนาแปลว่ามงกุฎและไวรัสตัวนี้จากภาพถ่ายกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนรูปร่างคล้ายมงกุฎ Middle East Respiratory Syndrome Virus (MERS-CoV)
เชื้อไวรัสตระกูลนี้ก่อโรคในคนมานานแล้ว คือ ทำให้เกิดโรคไข้หวัด ซึ่งเป็นคนละตระกูลกับ “ไข้หวัดใหญ่” (Influenza) และส่วนมากอาการจะรุนแรงน้อยกว่า ต่อมามีอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่ก่อโรคร้ายแรงช็อกโลกมาแล้วคือโรคซาร์ส
ความรู้ในปัจจุบัน เชื่อว่า อูฐ โดยเฉพาะพันธุ์อูฐหนอกเดี่ยว (Dromedary Camel) เป็นพาหะสำคัญของโรค จากการศึกษาในอูฐเหล่านี้ จำนวน 310 ตัว ในช่วง พ.ศ. 2553-2556 พบสารภูมิคุ้มกันคือ แอนติบอดีต่อเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้ในอูฐเหล่านี้ และข้อสำคัญคือพบไวรัสในจมูกอูฐ ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวกันกับเชื้อที่แยกได้จากผู้ป่วยในซาอุดิอาระเบีย แต่ยังไม่ทราบกลไกแน่ชัดว่าเชื้อแพร่จากอูฐสู่คนได้อย่างไร
เกาหลีใต้พบรายแรกเมื่อ 20 พ.ค. 2558 แล้วกลายเป็นระบาดใหญ่เพราะผิดพลาดหลายเรื่อง ประการแรก โรงพยาบาลในเกาหลีล่าช้ามากในการวินิจฉัยผู้ป่วยรายแรกที่เป็นผู้แพร่ระบาดของโรค (Index Case) ในเกาหลีใต้ โดยพบว่าคนไข้ตระเวนไปโรงพยาบาลถึง 4 แห่ง กว่าจะวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคนี้แสดงถึงความอ่อนแอของ “ระบบเฝ้าระวังโรค” (Surveillance System) ซึ่งหลักการสำคัญของการควบคุมโรคระบาด คือ “วินิจฉัยให้ได้แต่เนิ่นๆ และตอบสนองอย่างทันท่วงที” (Early Recognition and Prompt Response) การวินิจฉัยได้ช้ามากทำให้ผู้ป่วยมีโอกาส
แพร่โรคไปได้อย่างกว้างขวาง และโชคร้ายที่ผู้ป่วยรายนี้สามารถแพร่โรคได้สูงมาก (Super spread)
ประการที่สอง หลังจากวินิจฉัยรายแรกได้ รวมทั้งวินิจฉัยผู้ป่วย “รุ่นสอง” (Second generation) ที่ติดจากคนแรกได้ รัฐบาลตัดสินใจผิดที่ไม่ยอมเปิดเผยชื่อโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้อง เพราะ “เกรงจะก่อความตระหนกตกใจที่ไม่จำเป็น” ซึ่งผลกลับตรงข้าม เพราะยิ่งทำให้ประชาชนตื่นตระหนกมากขึ้น นั่นคือ “ประชาชนยิ่งกลัวมากขึ้น เมื่อไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและครบถ้วน”
ประการที่สาม แทนที่จะใช้มาตรการป้องกันที่เข้มงวด โดยเฉพาะในโรงพยาบาล เช่น การสวมผ้าปิดปากปิดจมูก การสวมถุงมือ และการสวมเสื้อกาวน์ โรงพยาบาลต่างๆ กลับย่อหย่อนในมาตรการเหล่านี้ และพบในเวลาต่อมาว่า การแพร่โรคเกิดในโรงพยาบาลแทบทั้งสิ้น จนกระจายออกไปถึงผู้ป่วย “รุ่นที่ 4” (4th generation) แล้ว โชคดีที่ไม่พบการแพร่ระบาด “ในชุมชน” คือ การสัมผัสในบ้านเรือน และสถานที่สาธารณะต่างๆ
ความผิดพลาดของเกาหลีใต้ ซ้ำรอยความผิดพลาดของจีน ในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคซาร์ส ที่น่าเสียใจก็คือ ความผิดพลาดนี้เกิดขึ้นหลังโศกนาฏกรรมเรือเฟอร์รี่ล่ม ทำให้คนตายไปหลายร้อย และประธานาธิบดีปาร์กกึนเฮ เพิ่งประกาศให้มีการ “ยกเครื่องมาตรการความปลอดภัยสาธารณะ” มาไม่นาน จึงไม่แปลกที่คะแนนนิยมของประธานาธิบดีซึ่งสอบตกอยู่แล้ว คะแนนยิ่งตกฮวบลงไปอีก
พิจารณาจากลักษณะของโรคที่ยังไม่มีการกลายพันธุ์ ทำให้การติดต่อจากคนสู่คนยังไม่รุนแรงเท่าไข้หวัดใหญ่ แม้การระบาดในเกาหลีจะก่อความเสียหายร้ายแรงให้แก่ประเทศมากมาย แต่สถานการณ์เริ่มชะลอตัวลง และคงจะควบคุมได้ในไม่ช้านัก
ต้องชื่นชมทุกฝ่ายของไทยที่สามารถ “จัดการ” กับผู้ป่วยรายแรกได้อย่าง “มืออาชีพ” จนได้รับคำชมเชยจากรองผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ซึ่งฉับไวกับการวินิจฉัยโรคแต่เนิ่นๆ และกระทรวงสาธารณสุขก็เข้าไปควบคุมกักกันผู้ป่วยและผู้สัมผัสอย่างทันท่วงที รวมทั้งการติดตามเฝ้าระวังผู้สัมผัสโรคทุกรายได้แทบทั้งหมดในเวลาอันรวดเร็ว
ข้อสำคัญ คือ การเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนและครบถ้วน ทำให้ระงับความตื่นตระหนก และได้รับความร่วมมือจากประชาชนได้ค่อนข้างดี แม้จะมีโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งที่ตื่นตระหนกเกินเหตุ พยายามปัดคนไข้ไปให้พ้น ก็ถูกปรามอย่างฉับไว
การที่กระทรวงสาธารณสุขสามารถทำงานได้เช่นนี้ ต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่ได้จัดการ “หย่าศึก” ภายในของกระทรวงสาธารณสุขด้วยการย้ายปลัดกระทรวงไปนั่งที่ทำเนียบ ทำให้ผู้รักษาการปลัดกระทรวง คือ นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย ซึ่งมีความรู้ ความสามารถ ขยันขันแข็ง และไม่มีระเบียบวาระซ่อนเร้น ทำหน้าที่ “เข้าขา” กับรัฐมนตรีได้อย่างดี ถ้าหากปล่อยให้ “หันหน้ากันคนละทาง สร้างดาวกันคนละดวง” อย่างที่แล้วมา กระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลก็คงได้รับก้อนอิฐมากกว่าดอกไม้อย่างที่ได้รับในขณะนี้







