
ไทยติด1ใน20 เจริญพันธุ์ต่ำสุด
โดย...ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์
โดย...ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์
หากต้องการรักษาระดับการเติบโตของผลผลิตไม่ให้ลดลงภายในระยะ 10 ปี นับจากนี้ ไทยจะต้องเพิ่มอัตราการพัฒนาผลิตภาพการผลิตให้ได้ 2 เท่า เพื่อชดเชยกำลังแรงงานที่ลดลงจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น อัตราการเกิดที่ต่ำมากทำให้ประชากรที่เกิดใหม่ไม่สามารถทดแทนแรงงานที่เกษียณอายุไปในแต่ละปี
ผลที่ตามมาทำให้คนวัยทำงานในอนาคตจะต้องรับภาระแทนผู้สูงอายุและเด็กในประเทศมากขึ้น โดยในปัจจุบันมีคนวัยทำงาน 8 คน ต่อประชากรสูงอายุ 1 คน อัตราส่วนนี้จะลดลงครึ่งหนึ่งในเวลาเพียง 15 ปี แสดงให้เห็นถึงภาระที่สูงขึ้นของประเทศ
นับตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา สัดส่วนของผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ยังคงทำงานอยู่มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามข้อมูลจากแบบสำรวจแรงงานแห่งชาติ ซึ่งคาดว่าเป็นเพราะมีความจำเป็นต้องทำงานมากขึ้น สอดคล้องกับผลสำรวจผู้สูงอายุของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ในปี 2015 ที่พบว่า แม้ว่ากว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามที่อายุน้อยกว่า 60 ปี ที่มีความตั้งใจที่จะทำงานต่อหลังจากอายุ 60 ปี คนเหล่านี้ให้เหตุผลว่า ต้องการหาอะไรทำเพื่อไม่ให้ว่าง แต่ในความเป็นจริง เมื่อวิเคราะห์จากผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี กลับพบว่าสาเหตุที่ยังต้องทำงานต่อมีสาเหตุมาจากความจำเป็นต้องหารายได้
ข้อสังเกตนี้บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ 2 ทาง คือ การที่คนวัยทำงานประเมินเงินออมที่ต้องใช้ในวัยเกษียณต่ำเกินไป หรือคนในสองช่วงอายุมีค่านิยมและพฤติกรรมทางการออมที่แตกต่างกัน เนื่องจากเผชิญสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ต่างกัน
ในขณะที่ธุรกิจมีแนวโน้มเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และอาจจะต้องหันไปจ้างผู้สูงอายุมากขึ้น แต่การจ้างแรงงานผู้สูงอายุยังคงมีข้อจำกัดอยู่มาก โดยเฉพาะธุรกิจในภาคการผลิตที่คาดว่าจะใช้ประโยชน์จากแรงงานผู้สูงอายุไม่ได้มาก และปัจจุบันจะเห็นได้ว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ที่ทำงานจะอยู่ในธุรกิจค้าขายเป็นหลัก นอกเหนือจากการจำกัดอายุเกษียณ ผู้สูงอายุยังมีอุปสรรคในการทำงานหลายประการถึงแม้ว่าจะยังอยากทำงานต่อ เช่น ชั่วโมงการทำงานไม่เอื้อต่อสุขภาพ และทัศนคติในแง่ลบต่อผู้สูงอายุในการทำงาน ทั้งที่ผู้สูงอายุในปัจจุบันมีสุขภาพดีมากขึ้นกว่าแต่ก่อน และยังคงสามารถทำงานได้เต็มที่หลังอายุ 60 ปี แต่กฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ ก็ยังไม่ปรับให้ยืดหยุ่นได้มากนัก
การเติบโตของจำนวนแรงงานยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญกว่า 20% ของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย ในช่วงปี 2008-2013 เห็นได้ว่าการขยายตัวของประชากรวัยทำงานของไทยมีความสำคัญอย่างมากต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าในช่วง 2 ทศวรรษก่อนจะเกิดวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งในปี 1997 ที่ผ่านมา ปัจจัยทางด้านแรงงานเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้เกิด East Asian Miracle ที่ทำให้ไทยและหลายประเทศในเอเชียเติบโตแบบก้าวกระโดด เนื่องจากหลายประเทศในเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทยมีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก ซึ่งแรงงานที่มีราคาถูกจำนวนมากดังกล่าวสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก ส่งผลให้รายได้ต่อหัวเติบโตเร็วไปด้วย สวนทางกับญี่ปุ่นและประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ในเวลานั้น ที่มีการเติบโตของประชากรที่ลดลงพร้อมๆ กับการขยายตัวของรายได้ต่อหัว
ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (Potential Growth) โดยเฉลี่ยในอีก 5 ปีข้างหน้าอาจจะลดลงเหลือเพียง 3% ต่อปี หรือน้อยกว่านั้น ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3.5% หลังจากวิกฤตการณ์ทางการเงินโลกในปี 2007 เป็นต้นมา ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยแรงผลักดันส่วนหนึ่งมาจากการขยายตัวของกำลังแรงงานไทยในขณะนั้น ดังนั้น เมื่อประชากรวัยแรงงานเริ่มลดลงในปี 2018 จะส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของไทยก็จะลดลงเช่นกัน
ดังนั้น จึงประเมินได้ว่า ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 3.2% ต่อปีในช่วง 5 ปีข้างหน้า หากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่รัฐบาลได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2015 สามารถดำเนินการลุล่วงตามแผนที่วางไว้ทั้งหมด
อย่างไรก็ดี จากอุปสรรคและความล่าช้าในการดำเนินโครงการภาครัฐขนาดใหญ่จะทำให้ศักยภาพการเติบโตของไทยเหลือเพียง 3% นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่ศักยภาพการเติบโตอาจจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากการขยายตัวของกำลังแรงงานที่น้อยลงจะฉุดให้ปัจจัยอื่นขยายตัวช้าลงไปด้วย เห็นได้จากบทเรียนทั้งในไทยและต่างประเทศที่เมื่อกำลังแรงงานเติบโตช้าลง การลงทุนและการพัฒนาเทคโนโลยีช้าลงไปด้วย







