เสนอเรียกผู้เสพยาว่า "เหยื่อ" ในกม.ฉบับใหม่
ภาคประชาชน ยื่นหนังสือรมว.ยธ.ให้พิจารณาเรียกผู้เสพยาว่า "เหยื่อ" ในประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่
ภาคประชาชน ยื่นหนังสือรมว.ยธ.ให้พิจารณาเรียกผู้เสพยาว่า "เหยื่อ" ในประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่
เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายคนทำงานด้านการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด (12D) ร่วมกับมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ (FAR), มูลนิธิโอโซน, มูลนิธิรณรงค์เพื่อการรักษาเอดส์, กลุ่มกัญชาชน และภาคีพันธมิตร ที่ทำงานสร้างความเข้าใจกับสังคมในประเด็นยาเสพติด ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ใช้ยามีสุขภาพที่ดี ลดการละเมิดสิทธิและการรังเกียจตีตรา รวมถึงการศึกษาถึงนโยบายและกฎหมายยาเสพติดมาอย่างต่อเนื่อง เข้าพบ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อยื่นข้อเสนอต่อการจัดทำประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่กระทรวงยุติธรรม กำลังดำเนินการอยู่ใน ขณะนี้ โดยจะสะท้อนการแก้ปัญหายาเสพติดที่ผ่านมา รวมถึงข้อเสนอต่อการแก้กฎหมายยาเสพติดโฉมใหม่ ซึ่งยึดข้อมูลทางวิชาการที่มีการดำเนินการในหลายประเทศ ยึดแนวคิดการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด (Harm Reduction) และถือเป็นทางเลือกใหม่ทดแทนวิธีการเดิมๆที่ไร้ประสิทธิภาพ
นางสาวจารุณี ศิริพันธุ์ รองผู้อำนวยการ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ กล่าวว่า จากที่ทราบกันดีและเริ่มยอมรับกันอย่างกว้างขวางในเชิงวิชาการ และแวดวงคนทำงานด้านยาเสพติดทั้งระดับชาติและนานาชาติว่าที่ผ่านมา ยาเสพติดเป็นสิ่งชั่วร้าย และเป็นภัยคุกคามความมั่นคง นำมาซึ่งการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ปราศจากหลักฐานในเชิงวิชาการมาสนับสนุน และไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของรูปแบบวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ อาทิ การทำสงครามปราบยาเสพติด การทำให้ผู้เสพยาหรือผู้ครอบครองยาสำหรับการเสพเป็นการเฉพาะตัวกลายเป็นอาชญากร และมีโทษจำคุก ซึ่งทางกลุ่มภาคประชาสังคมไม่อยากให้มองผู้เสพยาเป็นอาชญากร แต่อยากให้มองว่าเป็นเหยื่อของอาชญากรแทน เพราะอาชญากรที่แท้จริงคือผู้จำหน่ายยาเสพติด ซึ่งเป็นผู้ทำให้เกิดปัญหาที่แท้จริง ส่วนเรื่องการบังคับบำบัดนั้นภาคประชาสังคมมองว่าเป็นการต้อนให้ผู้ใช้ยาต้องเข้ารับการบำบัดเท่านั้น เพราะจริงๆแล้วบางคนไม่จำเป็นต้องเข้ารับการบำบัด เนื่องจากไม่ได้ตั้งใจจะใช้ยาเสพติดด้วยซ้ำ จึงอยากให้จัดทำเป็นกิจกรรม หรือพูดคุยเพื่อหาทางออกน่าจะดีกว่า
นางสาวจารุณี กล่าวด้วยว่า ภาคประชาสังคมอยากให้พิจารณาสารเสพติดบางชนิดอย่างกัญชา หรือใบกระท่อม เพราะที่ผ่านมาไม่มีงานวิจัยชิ้นไหนบอกว่าคนเสียชีวิตจากการใช้ใบกระท่อม หรือกัญชา จะเห็นว่าทุกวันนี้ พบประโยชน์จากทางการแพทย์ค่อนข้างเยอะ อย่างผู้ป่วยเป็นโรคลมชัก ซึ่งในประเทศฟิลิปปินส์และหลายๆที่นำกัญชามาใช้ในการรักษา ซึ่งทางกลุ่มภาคประชาสังคมเองไม่ได้หวังจะให้ถอดออกจากสารเสพติด แต่อยากให้ลองดูตามงานวิจัย งานวิชาการต่างๆที่บอกว่ากัญชามีประโยชน์ยังไงและเริ่มต้นด้วยการนำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์ก่อน และอยากให้ศึกษาอย่างจริงจัง ซึ่งทางกลุ่มคิดว่าน่าจะเป็นประตูสำคัญที่จะทำให้คนเข้าใจยาเสพติดมากขึ้น
ด้าน พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า จากข้อเรียกร้องให้เรียกผู้ใช้ยาเสพติดว่าเหยื่อนั้นเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะปัญหาที่พบส่วนใหญ่เป็นผลมาจากผู้ใช้ยาเสพติดทั้งนั้น เพราะจาก พ.ร.บ. ยาเสพติดทั้ง 3 ฉบับ แนวคิดในการใช้ยาเสพติดทุกวันนี้ เราจะเห็นว่าถ้าผู้ใดเสพยาเสพติด จะต้องได้รับการบำบัด ตามกฏหมาย พ.ร.บ. ยาเสพติดพ.ศ. 2545 ซึ่งจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่สามารถพูดได้ว่าคนออกแบบกฏหมาย หรือผู้เสพยาเสพติดเป็นคนผิด เพราะต้องใช้วิธีคิดค่อนข้างซับซ้อน ดังนั้นต้องทำให้ปัญหายาเสพติดลดลง เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาระดับชาติ แต่ก็ยอมรับว่าการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้เวลานานพอสมควร ส่วนกรณีให้พิจารณาเกี่ยวกับข้อกำหนดการใช้กัญชานั้น ต้องรอข้อสรุปจากหลายๆหน่วยงานอีกที







