
ธนะศักดิ์เผยพร้อมช่วย "บิ๊กแจ๊ด" แต่ต้องยึดกม.ญี่ปุ่น
รมว.การต่างประเทศเผยพร้อมช่วยเหลือ "พล.ต.ท.คำรณวิทย์" แต่ต้องยึกหลักกฎหมายญี่ปุ่น
รมว.การต่างประเทศเผยพร้อมช่วยเหลือ "พล.ต.ท.คำรณวิทย์" แต่ต้องยึกหลักกฎหมายญี่ปุ่น
พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฎิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กต่างประเทศ เปิดเผยความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ถูกตำรวจญี่ปุ่นจับกุมกรณีพกพาอาวุธปืน ซึ่งล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศได้เร่งช่วยเหลือ โดยให้สถานเอกอัคราชทูต ณ กรุงโตเกียว ประสานงานกับทางการญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ยืนยันว่าจะให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับคนไทยคนอื่นๆที่ประสบปัญหาตกทุกข์ได้ยากในต่างแดน รวมถึงจะใช้ความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ เข้าพูดคุย แต่ต้องยึดหลักกฎหมายของญี่ปุ่นด้วย หากอัยการจะมีคำสั่งฟ้องทางการไทยก็ยินดีที่จะช่วยเหลือในขั้นตอนการขอประกันตัวตามกระบวนการกฎหมายของญี่ปุ่น รวมทั้งจะยืนยันว่าพล.ต.ท.คำรณวิทย์ เคยมีตำแหน่งเป็นนายตำรวจระดับสูงในประเทศไทย
ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเดินทางประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขง ที่ประเทศญี่ปุ่น จะมีการหยิบยกเรื่องการช่วยเหลือ พล.ต.ท. คำรณวิทย์ หรือไม่นั้น คงต้องดูท่าทีของทางญี่ปุ่นก่อน รวมถึงดูความเหมาะสมของสถานการณ์ด้วย
ด้าน พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ (ผบก.ตท.) กล่าวว่าในขณะนี้ทางอัยการของญี่ปุ่นยังไม่มีการส่งฟ้อง จากการที่ได้ทำหนังสือผ่านช่องทางตำรวจสากลก็ยังไม่ได้รับรายงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรกลับมา เป็นแค่การประสานงานทางวาจาผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจและสถานทูต ส่วนขั้นตอนการสั่งฟ้องของทางญี่ปุ่นนั้นก็เหมือนกระบวนการยุติธรรมของหลักสากลทั่วโลก ขณะนี้อยู่ในขั้นของอัยการที่ต้องรอดูว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ ถ้าไม่สั่งฟ้องก็ถือว่าพ้นคดี สามารถกลับประเทศได้ แต่สมมุติว่าถ้ามีการสั่งฟ้องก็ต้องรอดูผลการตัดสินของศาล ในกรณีที่ผู้ต้องหารับสารภาพ ศาลตัดสินว่าไม่มีเจตนาก็รอลงอาญา แต่ถ้ามีการตัดสินลงโทษจำคุก ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นนั้นก็มีสนธิสัญญาการโอนนักโทษระหว่างกัน คือจะต้องรับโทษ 1 ใน 3 ของคำพิพากษาของศาลญี่ปุ่นก่อน ถึงจะร้องขอให้เข้าดำเนินการการโอนตัวนักโทษระหว่างประเทศได้ ซึ่งทาง ตร. ไม่สามารถจะประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าได้เพราะจะเป็นการไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของประเทศญี่ปุ่น
พล.ต.ต.อภิชาติ กล่าวว่า สิ่งใดที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถช่วยเหลือครอบครัวของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ หรือทางประเทศญี่ปุ่นได้ก็พร้อมจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ตอนนี้ทางประเทศไทยทำได้เพียงรอผลการตัดสินของศาลประเทศญี่ปุ่น ส่วนการที่อาวุธปืนจะมีทะเบียนหรือไม่มีนั้นไม่ส่งผลต่อการพิจารณาคดี ใบอนุญาตการพกพาอาวุธปืนที่ออกจากประเทศไทยก็มีผลบังคับใช้ภายในประเทศเท่านั้น เมื่อมีการพกพาอาวุธปืนที่ต่างประเทศก็เท่ากับว่าเป็นการครอบครองอาวุธปืนโดยไม่มีใบอนุญาต เช่นเดียวกันกับกรณีที่คนต่างประเทศพกอาวุธปืนในประเทศไทย
ทั้งนี้อำนาจการควบคุมตัวก่อนการตัดสินของอัยการว่ามีระยะเวลาภายใน 20 วัน หรืออาจจะมีผลความเห็นของอัยการที่เร็วกว่าก็เป็นได้ หลังจากนั้นอัยการก็จะนำตัว พล.ต.ท.คำรณวิทย์ พร้อมสำนวนการส่งฟ้องส่งไปศาลเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่น่ามีอะไรที่ติดขัด น่าจะเป็นการพิจารณาอย่างรอบคอบและให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด ตนเชื่อมั่นมาตรฐานและความยุติธรรมของประเทศญี่ปุ่น ส่วนทางทนายของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ก็คงทำได้เพียงแค่ให้คำปรึกษาทางคดีเท่านั้น อย่างไรก็ตามยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจไทยและญี่ปุ่น ยังคงมีสัมพันธ์อันดี
ผบก.ตท. กล่าวอีกว่า เสียดายที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศไทยไปประจำที่ญี่ปุ่นเพื่อคอยประสานงาน โดยส่วนตัวคิดว่าถ้าหากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำการในต่างประเทศนั้นการสืบสวนสอบสวน การรวบรวมพยาน การประสานงาน ก็จะเป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมไปถึงเรื่องของการจับกุมผู้กระทำความผิดในลักษณะเครือข่ายข้ามชาติก็จะเป็นไปได้ง่าย โดยสามารถเข้าสู่กระบวนยุติธรรมได้มากยิ่งขึ้น







