posttoday
ศาลนัดตรวจพยานบุญทรง-พวกคดีระบายข้าว29ก.ย.

ศาลนัดตรวจพยานบุญทรง-พวกคดีระบายข้าว29ก.ย.

29 มิถุนายน 2558

ศาลฎีกานัดตรวจพยาน "บุญทรง" พร้อมพวกรวม21 คดีระบายข้าวจีทูจี 29 ก.ย.นี้ พร้อมออกหมายจับ 2 รายไม่มาศาล

ศาลฎีกานัดตรวจพยาน "บุญทรง" พร้อมพวกรวม21 คดีระบายข้าวจีทูจี 29 ก.ย.นี้ พร้อมออกหมายจับ 2 รายไม่มาศาล

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. เวลา 09.00 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ  ศาลนัดพิจารณาคดีครั้งแรกและสอบคำให้การ ในคดีหมายเลขดำ อม. 25/2558 ที่นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวก รวม 21 ราย  ในความผิด ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐหรือฮั้วประมูล พ.ศ.2542มาตรา 4, 9, 10 และ 12 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151และ157และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542มาตรา 4, 123 และ 123/1 พร้อมทั้งขอให้สั่งปรับจำเลยทั้งหมด เป็นจำนวนเงิน 35,274,611,007 บาท กรณีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)

โดยในวันนี้นายบุญทรง และจำเลยส่วนใหญ่  ทั้งหมดเดินทางมาที่ศาลฎีกาฯพร้อมด้วยทนายความตั้งแต่ช่วงเช้า  ยกเว้น พ.ต.นพ.ดร. วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ​  อดีตผู้ช่วยเลขานุการ และอดีตเลขานุการรมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 และ ​นายสุธี  เชื่อมไธสง​  จำเลยที่ 16   ไม่ได้เดินทางมาศาล  ส่วนฝ่ายอัยการโจทก์ นำโดยนายชุติชัย สาขากร อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฯ ได้นำทีมคณะทำงานอัยการ มาร่วมฟังการพิจารณา

ต่อมาเวลา 10.00 น. นายธนฤกษ์ นิติเศรณี ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะรวม 9 คน  ออกนั่งบัลลังก์สอบคำให้การจำเลย โดยศาลได้อ่านคำฟ้องให้จำเลยฟังสรุปว่า จำเลยที่ 1-3 ซึ่งเป็นข้าราชการการเมือง ส่วนจำเลยที่ 4-6 เป็นข้าราชการประจำ  ส่วนจำเลยที่ 7-21 เป็นประชาชนและบริษัทเอกชน  เมื่อวันที่ 8 กันยายน2554  ถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2556  เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1-6  และจำเลยที่ 7-21 กับพวกซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้ร่วมกันกระทำผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำเป็นลำดับขั้นตอน ได้เสนอขายข้าวให้กับบริษัทกวางตุ้งและไห่หนาน ซึ่งเป็นบริษัทตัวแทนของประเทศจีนที่ได้สิทธิซื้อข้าวจากประเทศไทยในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด ตามระบบการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี โดยจำเลยที่ 1-6 อ้างว่าบริษัททั้งสองดังกล่าวนั้นเป็นตัวแทนจากประเทศจีนซึ่งไม่เป็นความจริง และจำเลยยังได้ขายข้าวให้กับเอกชน  โดยจำเลยที่ 7-21 เป็นผู้ชำระราคาและรับมอบข้าว

ซึ่งจำเลยที่ 1-6  มีอำนาจหน้าที่ในการอนุมัติทำสัญญาส่งมอบข้าว ซึ่งย่อมรับรู้หรือมีพฤติการณ์ปรากฏแจ้งชัดว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น แต่กลับละเลยไม่ดำเนินการยับยั้งหรือยกเลิกการทำสัญญาระหว่างประเทศไทยและบริษัทของประเทศจีน ทำให้เกิดความเสียหายต่อกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และยังกระทำผิดตาม พ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐฯ โดยกระทำการใดหรือไม่กระทำการใดที่ให้การแข่งขันราคาเป็นไปด้วยความเป็นธรรม เอื้ออำนาจให้แก่บริษัทของประเทศจีนมีสิทธิเข้ามาทำสัญญาซื้อข้าวโดยไม่ต้องการผ่านการเสนอราคาต่อกรมการค้าต่างประเทศ  เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตทำให้หน่วยงานรัฐเกิดความเสียหายหลายแห่ง ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานอื่นๆ จำเลยที่ 1-21 เป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกันตามสัญญาซื้อขายข้าวรวม 4 ฉบับ จึงขอให้ศาลลงโทษในความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐหรือฮั้วประมูล พ.ศ.2542 มาตรา 4, 9, 10 และ 12ประมวลกฎหมายอาญามาตรา151และ157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 123 และ 123/1 พร้อมทั้งขอให้สั่งปรับจำเลยทั้งหมดเป็นจำนวนเงินร้อยละ 50 ของมูลค่าการเสนอราคาในการซื้อขายข้าวตามสัญญา ซึ่งเป็นค่าปรับโดยคำนวณจากมูลค่าครึ่งหนึ่งของสัญญาระบายข้าวจำนวน 5 หมื่นตัน  จากการกระทำผิดตามสัญญา 4 ใน 8 ฉบับ

ต่อมาศาลได้อ่านอธิบายคำฟ้องโดยสรุปให้จำเลยทั้งหมดรับทราบแล้ว  ศาลสอบถามจำเลยว่าจะให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธ  ซึ่งจำเลยทั้งหมดได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พร้อมขอยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างละเอียด โดยขอใช้ระยะเวลาประมาณ 60-120 วัน เนื่องจากจำเลยเพิ่งได้รับคำฟ้องของอัยการโจทก์และเอกสารหลักฐานมีเป็นจำนวนมาก  ขณะที่จำเลยบางรายได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีลับหลังจำเลย

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า  นัดพิจารณาคดีครั้งแรกจำเลยทั้งหมดเดินทางมาศาล ยกเว้ยจำเลยที่ 3 และ 16 ซึ่งทราบนัดโดยชอบแล้ว จึงมีเหตุสงสัยว่าจำเลยมีพฤติการณ์หลบหนี จึงให้ออกหมายจับจำเลยที่ 3 และ 16 เพื่อมาฟังการพิจารณาคดี   พร้อมทั้งให้จำหน่ายคดีเฉพาะของจำเลยที่ 3 และ16 ออกจากสารบบชั่วคราว 

ทั้งนี้เนื่องจากคดีนี้จำเลยทั้งหมดได้รับคำฟ้องของอัยการโจทก์โดยชอบแล้ว รวมทั้งจำเลยยังได้เคยเข้าให้การต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว  ศาลจึงอนุญาตให้จำเลยทั้งหมดยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรต่อศาลได้ภายในวันที่ 31 ส.ค.นี้   โดยนัดตรวจพยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่ายในวันที่ 29 ก.ย.นี้ เวลา09.30 น. 

ส่วนที่จำเลยขอให้พิจารณาลับหลังนั้นศาลเห็นว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องเดินทางมาศาลตามนัดทุกครั้ง หากมีเหตุจำเป็นให้ขออนุญาตเป็นครั้งคราวไป จึงมีคำสั่งยกคำร้องในส่วนนี้  พร้อมทั้งให้จำเลยทั้งหมดยื่นบัญชีพยานและแนวทางการไต่สวนพยานต่อศาลภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด

อนึ่งสำหรับ นายนิมล  หรือโจ  รักดี​​​   จำเลยที่ 15  ที่ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวเป็นโฉนดที่ดินทางสาธารณะ   ซึ่งศาลได้อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวไปก่อนหน้านี้นั้น  ศาลพิจารณาแล้วหลักทรัพย์ที่จำเลยยื่นไม่น่าเชื่อถือ  จึงมีคำสั่งให้ถอนประกันจำเลยที่ 15 และให้ออกหมายขังจำเลยเอาไว้ เว้นแต่จำเลยจะมีหลักทรัพย์ใหม่มายื่นขอปล่อยชั่วคราว 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังสอบคำให้การเสร็จ นายบุญทรง  พร้อมกับจำเลยคนอื่นๆ ก็ได้เดินทางกลับทันทีโดยทันทีและไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆต่อสื่อมวลชน  สำหรับบรรยากาศในบริเวณศาลฎีกาฯ ไม่มีกลุ่มมวลชนมาให้กำลังใจแต่อย่างใด   ซึ่งก่อนหน้านี้นายบุญทรง พร้อมจำเลยคนอื่นๆ ได้ทยอยยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยชั่วคราวแล้ว  โดยนายบุญทรง ใช้หลักทรัพย์เป็นสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร โดยศาลตีราคาประกัน20 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล ส่วนจำเลยอื่นๆ ศาลพิจารณาตามเหตุและพฤติการณ์แต่ละราย ซึ่งศาลได้อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวทุกราย

ขณะเดียวกัน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของดำรงตำแหน่งทางการเมือง  ได้มีคำสั่งยกเลิกนัดตรวจพยานหลักฐาน ในคดีหมายเลขดำ อม.22/2558 ที่นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยในความผิดฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท

ซึ่งเดิมศาลกำหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐานคือวันที่ 21 และ 28 ก.ค.นี้  แต่เนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์  จำเลย ได้ยื่นขอขยายระยะเวลาในการยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรต่อศาลเป็นวันที่ 3 ส.ค.นี้  ศาลพิเคราะห์แล้วจึงอนุญาตและให้เลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐานเป็นวันที่ 31 สิงหาคมนี้ เวลา09.30 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายบุญ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวกรวม 21 ราย   ประกอบด้วยจำเลยซึ่งเป็นอดีตนักการเมือง 3 คน ข้าราชการการเมือง 3 คน และบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล   ประกอบด้วยนายภูมิ สาระผล​  อดีตรมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 1, ​​นายบุญทรง เตริยาภิรมย์​  อดีตรมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการ​พิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 2, ​พ.ต.นพ.ดร. วีระวุฒิ หรือ หมอโด่ง วัจนะพุกกะ​  อดีตผู้ช่วยเลขานุการ และอดีตเลขานุการรมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3, ​นายมนัส  สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ​​, จำเลยที่ 4 นายทิฆัมพร นาทวรทัต ​​​ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ และอดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 5, ​นายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง หรือทีปวัชระ​ อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศและอดีตผู้อำนวยการสำนักการค้า​ข้าวต่างประเทศ จำเลยที่ 6​

ส่วนเอกชน ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในบริษัท และนิติบุคคลได้แก่ นายสมคิด  เอื้อนสุภา จำเลยที่ 7, ​นายรัฐนิธ  โสจิระกุล​  จำเลยที่ 8, นายลิตร พอใจ​  จำเลยที่ 9,​บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด​  จำเลยที่ 10, ​น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง​ จำเลยที่ 11, น.ส.เรืองวัน  เลิศศลารักษ์​  จำเลยที่ 12, น.ส.สุทธิดา หรือสุธิดา  ผลดี หรือจันทะเอ​   จำเลยที่ 13, ​นายอภิชาติ  หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 14, ​นายนิมล  หรือโจ  รักดี​​​   จำเลยที่ 15, ​นายสุธี  เชื่อมไธสง​   จำเลยที่ 16, ​นางสุนีย์  จันทร์สกุลพร​​​  จำเลยที่ 17, ​นายกฤษณะ  สุระมนต์ จำเลยที่ 18, ​นายสมยศ  คุณจักร​  จำเลยที่ 19, ​บริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด หรือบริษัท สิราลัย จำกัด​ จำเลยที่ 20 และน.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร​  จำเลยที่ 21

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท