
5 จุดเสี่ยง คสช.
เต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยงกับเส้นทางนับจากนี้ของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะต้องฟันฝ่าอุปสรรคเดินหน้า “ปฏิรูป” ตามโรดแมปไปจนถึงจุดหมายปลายทาง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยงกับเส้นทางนับจากนี้ของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะต้องฟันฝ่าอุปสรรคเดินหน้า “ปฏิรูป” ตามโรดแมปไปจนถึงจุดหมายปลายทาง
ประเมินสถานการณ์เวลานี้ มี 5 ปัจจัยเสี่ยง ที่ล้วนแต่มีผลชี้เป็นชี้ตายต่อรัฐบาล หากพลาดพลั้งย่อมอาจทำให้ทุกอย่างที่พยายามทำมาต้องสะดุด
เริ่มตั้งแต่เรื่องแรกปัญหาเศรษฐกิจที่ถูกมองว่าเป็น “จุดอ่อน” ของ คสช.มาตั้งแต่หลังรัฐประหาร ท่ามกลางเสียงเตือนจากหลายฝ่ายว่าต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้มีผลย้อนกลับมากระทบเรื่องปฏิรูปที่เป็นเป้าหมายใหญ่
ที่ผ่านมา คสช.แก้ปัญหาด้วยการดึง “มือดี” เข้ามาร่วมคณะรัฐมนตรี และนั่งเป็นที่ปรึกษาในหลายส่วน แต่ต้องยอมรับว่า ด้วยข้อจำกัดเรื่องรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร และผลพวงจากวิกฤตความขัดแย้งที่ลากยาวต่อเนื่องมาหลายปี ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันยังน่าเป็นห่วง
แม้จะมีการประเมินว่าในช่วงครึ่งปีหลังทุกอย่างจะดีขึ้น แต่ตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวยังไม่เป็นไปตามเป้า จนล่าสุดยังมีการปรับลดประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แถมบรรยากาศการค้า การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว ไปจนถึงปัญหาปากท้องชาวบ้าน เรื่อยไปจนถึงเศรษฐกิจในภาพใหญ่ ยังไม่เป็นที่พออกพอใจสะท้อนผ่านโพลหลายสำนัก
สอดรับกับปัจจัยเสี่ยงที่สองเรื่อง “ภัยแล้ง” ที่มีแนวโน้มจะรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี คำนวณเบื้องต้นจากการระบายน้ำของทั้ง 4 เขื่อน เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ หากไม่มีฝนตกและไม่มีน้ำไหลเข้ามาในเขื่อน จะเหลือน้ำใช้ได้อีกเพียง 32 วัน
จากช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สร้างความเสียหายให้กับพืชผลการเกษตรไปแล้วจนใกล้จะทะลุหลักหมื่นล้านบาท ที่จะส่งผลต่อเนื่องฉุดเศรษฐกิจทั้งระบบจนยากจะแก้ไข
งานนี้จึงต้องจับตามาตรการที่รัฐบาลระดมสรรพกำลังเร่งแก้ปัญหา ซึ่ง ครม.เศรษฐกิจ อนุมัติวงเงิน 84 ล้านบาท ในการขับเคลื่อนหลายเรื่อง ทั้งการขุดบ่อบาดาล 500 บ่อ และจัดซื้อเครื่องปั๊มน้ำ 80 เครื่อง เพิ่มเครื่องบินทำฝนหลวงเติมน้ำเขื่อนใหญ่ภาคเหนือตอนบน และอื่นๆ
ความเดือดร้อนของเกษตรกรหลายสิบล้านคนทั่วประเทศ ย่อมแปรเปลี่ยนเป็นแรงกดดันย้อนกลับมายัง คสช.อย่างรุนแรง หากไม่อาจเยียวยา บรรเทาความเดือดร้อน ที่สะสมต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร แถมจะบั่นทอนความเชื่อมั่น ส่งผลเสียหายต่อการบริหารงาน
ปัจจัยที่สามเรื่อง “รัฐธรรมนูญ” ซึ่งเป็นเสมือนระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่ถูกรุมถล่มจากหลายฝ่ายตั้งแต่เริ่มลงมือร่าง จนกระทั่งเสร็จออกมาเป็นร่างแรก โดยมีเนื้อหาหลายส่วนที่มองว่าจะสร้างปัญหาต่อไปในอนาคต ทั้งเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรีคนนอก เรื่องสภาขับเคลื่อนปฏิรูป ที่ห่วงว่าจะเป็นช่องทางการสืบทอดอำนาจ
เรื่อยมาจนถึงประเด็นที่มาของ สว. แม้จะแก้ไขจนเปิดให้ประชาชนเลือกจากลิสต์รายชื่อที่เลือกมาแล้วชั้นหนึ่งก็ยังเป็นที่มีเสียงคัดค้าน หรือประเด็นกำหนดให้มีคณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) ขึ้นมาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งแทน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ยังไม่รวมกับประเด็นเรื่องจะทำประชามติว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ นอกจากห่วงว่าช่วงเปิดเวทีให้ทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านได้นำเสนอข้อมูลจะเกิดความปั่นป่วนรุนแรงแล้ว ยังห่วงว่าหากประชามติไม่ผ่านและเปิดให้มีคณะกรรมการยกร่างฯ 21 คน มาทำหน้าที่ จะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการยื้ออำนาจอยู่ต่อไป
ปัจจัยที่สี่เรื่อง “การแต่งตั้งโยกย้าย” โดยเฉพาะในตำแหน่งสำคัญทั้งภายในกองทัพ เริ่มตั้งแต่ศึกชิงดำตำแหน่ง ผบ.ทบ. ระหว่าง พล.อ.ธีรชัย นาควานิช และ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ที่จะเป็นตำแหน่งสำคัญกับภารกิจสนับสนุนงาน คสช. ในช่วงเวลาโค้งสุดท้ายก่อนคืนอำนาจให้ประชาชน
จุดเปราะบางอยู่ตรงที่การเลือกตำแหน่งนี้ต้องรักษาจุดสมดุลในกองทัพ ไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมหรือการไม่ยอมรับภายในกองทัพที่อาจบานปลายกลายเป็นรอยร้าว จนขาดเอกภาพ รวมไปถึงตำแหน่งคุมกำลังหลักอื่นๆ ที่จะต้องวางมือไม้ที่ไว้ใจได้มารับไม้ต่อในช่วงเปลี่ยนผ่าน รองรับการออกจากอำนาจ
ปัจจัยสุดท้ายเรื่อง “คลื่นใต้น้ำ” ที่คอยสร้างความปั่นป่วน ทั้งเหตุระเบิดสร้างสถานการณ์อยู่เป็นระยะก่อนหน้านี้ เรื่อยมาจนถึงเกมป่วนในโซเชียลมีเดีย ที่พบความเชื่อมโยงกันในบางจุด
ยังไม่รวมกับกลุ่มต่อต้านคัดค้านรัฐประหารที่เริ่มเปิดหน้าออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักศึกษากลุ่มดาวดิน ซึ่งนับวันเริ่มจะมีแนวร่วมมากขึ้น
เรื่อยมาถึงอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ชินวัตร ที่เลิกเก็บเนื้อเก็บตัวออกมาเคลื่อนไหวลงพื้นที่ ร่วมกับอดีตแกนนำ และ สส.พรรคเพื่อไทย ที่มองว่าเป็นการเริ่มสะสมมวลชน ซึ่ง คสช.กำลังจับตามอง
ทั้งห้าปัจจัยเหล่านี้ ล้วนเป็นจุดเสี่ยงที่อันตรายและมีผลกระทบต่อความเป็นไปของ คสช.อย่างมีนัยสำคัญ







