
กัปตันทีมนอกสนาม
ผมนำน้องๆ วิ่งรอบโรงเรียนทุกวัน เนื้อที่โรงเรียนประถมขนาดเล็กประมาณ 7 ไร่
โดย...เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข ภาพ [email protected]
ผมนำน้องๆ วิ่งรอบโรงเรียนทุกวัน เนื้อที่โรงเรียนประถมขนาดเล็กประมาณ 7 ไร่ ใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะวิ่งครบ 30 รอบ
ทุกรอบที่วิ่งผ่านเสาธง พวกเราจะตะโกนพร้อมกันว่ากี่รอบแล้ว บางครั้งน้องที่แสบๆ จะแกล้งนับเกินกว่าจำนวนรอบที่วิ่งได้จริง แต่ผมไม่ยอม และน้องคนอื่นๆ ก็คล้อยตามมาทางผมมากกว่า
ทุกวันตอนเย็น ผมจะเปลี่ยนจากชุดนักเรียนเป็นเสื้อยืดและกางเกงฟุตบอลสีแดง ใช้ถุงเท้าและรองเท้านักเรียนคู่เดิม สำหรับนำน้องๆ วิ่ง
พวกเราถูกขนานนามว่า “นักกีฬาโรงเรียน” ในแต่ละปีโรงเรียนของผมส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันกีฬาเขตและกีฬาจังหวัดแทบทุกประเภท
ผมเลือกที่จะลงเล่นฟุตบอล ส่วนเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันที่มีทักษะด้านกีฬา ซึ่งส่วนใหญ่เล่นกีฬาอะไรก็เก่งไปเกือบเสียทุกอย่างไปลงแข่งกีฬาประเภทอื่นๆ
ผมมารู้ตอนหลังว่าส่วนใหญ่ที่เพื่อนๆ ไม่มาลงชื่อเป็นนักกีฬาฟุตบอลเพราะต้องวิ่งรอบสนามถึงสามสิบรอบ ส่วนกีฬาประเภทอื่นๆ เช่น วอลเลย์บอล หรือบาสเกตบอล นักกีฬาวอร์มร่างกายไม่นาน แล้วลงซ้อมได้เลย มันจึงทำให้สนุกเหมือนได้เล่นกีฬาและซ้อมไปในตัว ส่วนนักฟุตบอลกว่าจะวิ่งครบสามสิบรอบโรงเรียน กินเวลาไปถึงตอนเย็นแล้ว บางวันวิ่งเสร็จไม่ได้ซ้อมบอลเลย โค้ชซึ่งเป็นครูพละบอกว่าให้กลับบ้านได้เพราะเย็นมากแล้ว
ด้วยเหตุผลของการพาน้องๆ ในทีมวิ่งรอบโรงเรียนทุกวันอย่างมีวินัย จึงทำให้น้องๆ ในทีมเรียกผมว่า “กัปตันทีม” อันเป็นการให้เกียรติผมมากๆ และเป็นความภูมิใจของผมในตอนนั้น เหมือนว่าเราได้เป็นคนที่ในทีมไว้วางใจและให้ความนับถือ
ผมพาน้องๆ วิ่งรอบโรงเรียนอยู่เป็นเดือนๆ ตอนนั้นร่างกายแข็งแรงมากเพราะวิ่งทุกวัน โค้ชบอกเสมอว่า ก่อนจะซ้อมบอล ต้องทำให้ร่างกายยืนระยะได้ก่อน ดังนั้นในช่วงแรกๆ เราจึงวิ่งอย่างเดียว แทบไม่โดนฟุตบอลเลย ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีน้องๆ หลายคนเริ่มหายออกไปจากทีม เพราะการวิ่งรอบโรงเรียนมันไม่สนุก แม้ว่าเวลาวิ่งจะดูเท่และสาวๆ พอจะหันมามองบ้างก็ตาม 555
ผมเกือบจะต้องออกจากทีมฟุตบอลโรงเรียนหลายครั้งเหมือนกัน เพราะตอนเปิดเรียน ป.6 แม่ส่งผมไปเรียนพิเศษกับคุณครูที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันในช่วงเย็น จริงๆ แม่ไปฝากผมไว้กับครู ส่วนหนึ่งอยากให้ผมได้ทบทวนการเรียนเพิ่ม อีกเหตุผลหนึ่ง เพราะพ่อกับแม่ไปทำงานยังไม่กลับบ้าน จึงอยากให้ผมมีคนคอยดูแลในช่วงเวลาเย็น หลังจากมาสมัครเป็นนักฟุตบอล ผมไม่ได้ไปเรียนพิเศษอีกเลย ไม่ได้บอกกับครูด้วยซ้ำว่าผมจะไม่ไปเรียนพิเศษ ผมใช้วิธีหายหน้าไปเฉยๆ จนครูมาตามตอนผมนำวิ่งหลายครั้ง ผมยืนยันกับครูว่าผมอยากเป็นนักฟุตบอล จนครูคงเลิกล้มความตั้งใจที่จะตามผมกลับไปเรียนพิเศษ เพราะแม้ผมจะไม่เรียนพิเศษ แต่ก็ยังไปออกกำลังกาย ไม่ได้เกเรสร้างปัญหาที่ไหน
ในขณะที่ผมไม่ได้บอกพ่อกับแม่ว่าผมไม่ได้เรียนพิเศษแล้ว เพราะถ้าบอกว่าผมไปเล่นบอล ท่านคงไม่ชอบใจ และอยากให้เรียนมากกว่า ผมจึงต้องรีบกลับบ้านให้ตรงเวลาเดียวกับที่เลิกเรียนพิเศษ โชคดีคุณครูไม่ได้มาหาพ่อกับแม่ เพราะผมโกหกคุณครูไปว่าพ่อกับแม่อนุญาตให้ผมซ้อมบอลแล้ว
หลังจากวิ่งรอบโรงเรียนอย่างเดียววันละ 30 รอบ มาเป็นเวลาเดือนเศษๆ โค้ชเริ่มที่จะให้พวกเราได้เล่นบอลมากขึ้น จริงๆ แล้วผมมารู้ตอนหลังว่ากีฬาประเภทอื่นๆ เริ่มแข่งกันก่อน ครูพละซึ่งเป็นโค้ชของนักกีฬาทุกประเภทจึงไปมุ่งเน้นที่นักกีฬาประเภทอื่นๆ ก่อน โดยเฉพาะที่มีความหวังอย่างวอลเลย์บอล ส่วนฟุตบอลอย่างพวกผมกลายเป็นชนิดกีฬาที่ไม่มีความหวัง นอกจากตำนานเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วที่โรงเรียนเราเป็นถึงรองแชมป์ของจังหวัด
ตำนานเรื่องรองแชมป์ฟุตบอลนักเรียนของจังหวัดถูกเล่าต่อๆ มาด้วยความภาคภูมิใจ การฝ่าฟันคู่ต่อสู้ ตั้งแต่ระดับพื้นที่ไปจนถึงระดับเขต เข้ารอบน็อกเอาต์ ไปถึงนัดชิงชนะเลิศ เป็นอะไรที่ยากมากสำหรับโรงเรียนเล็กๆ อย่างเรา แต่สุดท้ายโรงเรียนของเราก็ไปไม่ถึงดวงดาว เพราะแพ้จุดโทษให้กับทีมคู่แข่งยักษ์ใหญ่ ตำนานการเป็นรองแชมป์มีเรื่องเล่าอีกว่า ครูพละอีกคนผิดหวังมาก ถึงกับหันหลังให้กับการเป็นโค้ชกีฬาทุกชนิดมาจนถึงตอนที่ผมเรียน
ระหว่างการฝึกซ้อม ผมยังนำน้องๆ เล่นฟุตบอลในสนามปูน (โรงเรียนเราไม่มีสนามหญ้า) จริงๆ เบสิกฟุตบอลผมน้อยมาก อาศัยว่าวิ่งทุกวันอย่างต่อเนื่องจนแข็งแรง น้องๆ ชอบจ่ายบอลมาที่ผม และผมนั่นเองมักเป็นฝ่ายทำให้เสียบอลหรือเลี้ยงออกนอกสนามไปเอง
ผมรู้ดีว่าทักษะฟุตบอลผมอ่อนมาก ผมจึงพยายามซ้อมให้หนัก ตอนนั้นผมเล่นตำแหน่งปีกซ้าย ผมคิดว่าความแข็งแรงและความเร็วของผมจะลบล้างจุดอ่อนนี้ได้เอง
ก่อนหน้าวันแข่งขันโค้ชงดซ้อม เพราะอยากให้พวกเราพักผ่อนและวันนั้นฝนตกหนักทั้งวัน โค้ชบอกว่าให้พวกเราใส่ชุดพละไปแข่ง ไม่ได้มีเสื้อทีมของโรงเรียนเตรียมไว้ให้ ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไรมาก คิดเพียงว่าอยากไปแข่งเต็มทนแล้ว
รุ่งเช้าพวกเราไม่ได้ไปเข้าแถวเคารพธงชาติ รถตู้นักเรียนจอดหน้าประตูโรงเรียนเตรียมพาพวกเราไปแข่ง พวกเรากลายเป็นจุดสนใจของนักเรียนคนอื่นๆ ที่กำลังเข้าแถวอยู่ มันยิ่งสร้างความรู้สึกน่าภูมิใจและฮึกเหิม
บนรถมีเพื่อนๆ ผม ซึ่งเป็นนักกีฬาโรงเรียนประเภทอื่นอยู่ก่อนแล้ว โค้ชบอกว่าต้องเอาพวกนี้ไปเสริมทัพ เพราะมีทักษะที่ดี ตอนนั้นผมไม่ได้สนใจอะไร คิดเสียว่าก็ยังดีมีเพื่อนๆ ไปกันหลายคน อย่างน้อยก็จะได้มีกองเชียร์ด้วย
พอไปถึงสนามแข่ง ผมเหวอพอสมควร แต่ละทีมจัดเต็มตั้งแต่เสื้อผ้าและรองเท้าสตั๊ด ในทีมเราไม่มีใครมีรองเท้าสตั๊ดเลย โชคดีที่ก่อนวันแข่งมีฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้สนามเจิ่งนองไปด้วยน้ำ ซึ่งสนามแทบไม่มีหญ้าเลย มันเลยกลายเป็นสนามโคลนไปโดยปริยาย จึงไม่มีทีมไหนได้ใส่รองเท้าสตั๊ดลงสนาม เพราะทุกทีมลงแข่งด้วยเท้าเปล่าหมดเพราะมันลื่นมาก
โค้ชไม่ได้เป็นผู้จัดวางว่าให้ใครลงสนาม มีเพื่อนผมซึ่งเป็นนักกีฬาโรงเรียนรุ่นเก๋า ซึ่งเพิ่งได้แชมป์วอลเลย์บอลเขตเป็นคนจัดทีม แน่นอนว่าเขาเลือกนักกีฬาวอลเลย์บอลลงสนามทั้งหมด และเสริมด้วยนักกีฬาประเภทอื่นที่มีทักษะที่ดีลงสนามก่อน ผมนั่งอยู่ที่ริมสนาม รู้สึกน้อยใจแต่ไม่ได้แสดงออก ตอนนั้นมันทั้งอายที่ไม่ได้ลงสนาม และขณะเดียวกันก็ตื่นเต้นที่การฟาดแข้งกำลังจะเริ่มขึ้น ครึ่งแรกเราโดนโรงเรียนคู่แข่งยิงนำไป 2 ประตูต่อ 0 ผมได้รับการเปลี่ยนตัวลงไปในครึ่งหลัง เพราะนักเตะในชุดแรกหมดแรงกันแล้ว สุดท้ายต้านไม่ไหว พ่ายแพ้ไป 0 ประตูต่อ 4
รถตู้นำนักกีฬามาส่งที่โรงเรียนช่วงกำลังเลิกเรียนพอดี มีนักเรียนกำลังเข้าแถวเตรียมปล่อยแถวกลับบ้าน ทันทีที่รถตู้จอดภายในโรงเรียน ทุกคนหันสายตามาที่พวกเราซึ่งกำลังลงจากรถ เพื่อนหลายคนวิ่งมาหาพวกเราและตะโกนว่านักกีฬาโรงเรียนกลับมาแล้ว พวกเขาคงอยากทราบผลการแข่งขัน
ผมเลี่ยงตัวเดินออกมาเงียบๆ แล้วออกนอกประตูโรงเรียนไป ผมทำหน้าที่กัปตันเป็นครั้งสุดท้ายในวันนั้น แม้ว่าผมจะเป็นกัปตันในสนามซ้อมก็ตาม...







