posttoday
มายาความไม่รู้จักพอ

มายาความไม่รู้จักพอ

28 มิถุนายน 2558

เราถูกตอกย้ำวันแล้ววันเล่าให้รู้จักคำว่า “พอ” ให้ใช้ชีวิตอย่าง “พอเพียง” อย่าฟุ้งเฟ้อจนเกินตัว

โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์

เราถูกตอกย้ำวันแล้ววันเล่าให้รู้จักคำว่า “พอ” ให้ใช้ชีวิตอย่าง “พอเพียง” อย่าฟุ้งเฟ้อจนเกินตัว

แต่ถ้าไม่หลอกตัวเองกันจนเกินไป จะพบว่าเราถูกชี้นำ “ความไม่รู้จักพอ” ผ่านมายาคติเรื่องการพัฒนาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อะไรๆ ก็ดูเหมือนว่าถ้าไม่มีการลงทุน ไม่ส่งเสริมการค้า ไม่เปิดประเทศให้ต่างชาติมาค้าขาย...เศรษฐกิจของชาติจะย่ำแย่ เงินจะไม่สะพัด ประชาชนจะอดอยากปากแห้ง

คำสอนให้รู้จักพอกับการส่งเสริมการค้าการลงทุนเดินไล่หลังกันมาติดๆ ตั้งแต่กำเนิดสภาพัฒน์ แต่มองย้อนไปดูความเป็นจริง จะว่าไปแล้วก็มีแต่คนเล็กคนน้อยด้อยการศึกษาที่เข้าใจคำสอนนี้

คนที่ผลักดันและสนับสนุนนโยบายการลงทุนยังคงตะกละตะกลามและไม่เคยเข้าใจความพอดี เพราะเรื่องผลประโยชน์จากทุกโอกาสที่เอื้ออำนวยให้ไม่มีวันหมดอายุ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็มีอยู่ไม่กี่ตระกูล

ตั้งแต่กฎหมายบัญญัติให้นักการเมืองเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน กำหนดให้ข้าราชการระดับสูงต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน หากใครไม่ตกอกตกใจว่าคนเหล่านี้ร่ำรวยมาจากไหน...สามัญสำนึกคงด้านชาไปแล้ว

พวกเขาใช้โอกาส ใช้ทรัพยากรมาจากแหล่งใดให้ได้มาซึ่งรายได้จำนวนมหาศาล และเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ปี...นี่คือคำถาม

การเติบโตของประเทศเดินมาในทิศทางนี้ตลอดมา มีบางอย่างตอกย้ำให้คนจำนวนมากเชื่ออย่างไม่ต้องสงสัยในความสามารถของคนมือยาวสาวได้สาวเอา อย่าริอิจฉาริษยาเรื่องบุญบารมี เพราะความอู้ฟู่หรูหรานั้นเป็นเรื่องของชนชั้น

กรรมาชีพนั้นถูกกำหนดให้ต้องปากกัดตีนถีบ ต้องมุมานะดิ้นรนขวนขวาย ชนชั้นนำต่างหากคือผู้สมควรได้รับโอกาสอันดีในการแสวงหากำไรส่วนเกินจากการกำหนดนโยบาย

หลายสิบปีมานี้สังคมเราถูกชี้นำให้พลเมืองเห็นความสำคัญของตัวเลขจีดีพี เสมือนพระผู้เป็นเจ้าคอยชี้วัดความศิวิไลซ์

ขณะที่คำถามและความฉงนในความหลอกลวงนี้มีอยู่อย่างแผ่วเบา เพราะนอกจากจะถูกสารพัดวาทกรรมที่ปั้นแต่งขึ้นมาคอยกลบทับความเป็นจริงแล้ว การไต่เต้าถีบหนีชนชั้นก็ทำงานของมันคู่ขนานกันไปด้วยเช่นกัน

บ้านไม้สองชั้นในต่างจังหวัดสะท้อนความเป็นชนบทไทยค่อยเลือนหาย และทยอยแทนที่ด้วยบ้านปูน หมู่บ้านจัดสรรระเกะระกะ ลูกหลานชาวไร่ชาวนาหันหลังให้ความยากจนในอดีต ต่างทะเยอทะยานแสวงหาชีวิตใหม่ในเมืองที่ดีกว่า

ทว่า อาการโซซัดโซเซของภาวะเศรษฐกิจครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังถูกโน้มนำให้เชื่อว่ามาจากเหตุปัจจัยภายนอก เครื่องจักรเศรษฐกิจไม่ทำงาน ข้าราชการใส่เกียร์ว่าง ทุกคำอธิบายช่างสมเหตุสมผลท่ามกลางการดิ้นรนเอาตัวรอดของผู้ด้อยโอกาส ซึ่งค่อยๆ ล้มหายตายจากไปตามความรุนแรงของพายุที่โถมใส่

เสียงโหวกเหวกเรียกร้องความเป็นธรรมเพื่อหยุดยั้งความบ้าคลั่งของการพัฒนาไม่เคยก้องกังวาน ทั้งๆ ที่พวกเขาพยายามจะบอกว่า “ความพอเพียง” “ความพอดี” ต่างหากที่จะช่วยค้ำยันสังคม แต่ที่รู้ๆ กัน เสียงเหล่านั้นเป็นความเบาหวิวที่น่ารำคาญ กระทั่งถูกยัดเยียดข้อหาถ่วงความเจริญมานักต่อนัก

วันที่เศรษฐกิจดิ่งเหวรอบแล้วรอบเล่า ค่าแรงชนชั้นล่างไม่พอยาไส้ ใครเลยจะเข้าใจ ก็คนชนชั้นกรรมาชีพหาเช้ากินค่ำถูกสอนให้เชื่องมาอย่างยาวนาน การไม่หือไม่อือเมินเฉยต่อความทุกข์ยากของคนส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ชนชั้นนำย่อมไม่จำเป็นต้องเคอะเขิน

ชนชั้นอีลิทชนชั้นปกครองไม่จำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบใดจากความล้มเหลวเชิงนโยบาย เพราะนี่คือฉันทานุมัติจากเสียงมหาชน รัฐบาลคณะแล้วคณะเล่าจึงมีความชอบธรรมในการสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาชี้นำประเทศไปในทิศทางที่เชื่อว่าถูกแล้วดีแล้ว ซึ่งไป
ย้อนดูกันอย่างจริงๆ จังๆ ก็เป็นแนวนโยบายการพัฒนาที่ย่ำความล้มเหลวในรูปแบบเดิมๆ

คำถามก็คือ ตลอดระยะเวลาที่เรามีสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ “คุณค่า” ที่แท้จริงของเราอยู่ตรงไหน

ใช่หรือไม่ว่า ไทยแลนด์แดนสยามเมืองยิ้มคือศูนย์กลางอุตสาหกรรมของภูมิภาค หรือเมืองเกษตรกรรมที่มีความสามารถในการผลิตสินค้าที่ดีที่สุดของโลก สองฝั่งทะเลของด้ามขวานใช่คือมรดกล้ำค่าที่ใช้จนชั่วลูกชั่วหลานก็ไม่มีวันหมด พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์โดยไม่ต้องไปป่าวประกาศบอกใคร ชาติใดก็พอรับรู้ได้แค่มาเยือนบ้านเราสักครั้ง ฯลฯ

คำตอบของปัญหามีอยู่ว่า เราไม่รู้จักของดีในความเป็น “เรา” และไม่เคยเรียนรู้จะเข้าใจคำว่า “พอ”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท