
นักล้วงทรัพย์ สอนธรรม
วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ยามดึก ผมนำพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ไปเที่ยวชมสวนสาธารณะในตัวเมือง
โดย...เอกภพ สิทธิวรรณธนะ เครือข่ายพุทธิกา http://www.budnet.org
วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ยามดึก ผมนำพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ไปเที่ยวชมสวนสาธารณะในตัวเมือง โดยนั่งรถไฟใต้ดินเป็นพาหนะ เรายืนรอรถที่กำลังจะมาถึงในหนึ่งนาที ชานชาลาสีเหลืองมีคนบางตา
มาดริดเป็นเมืองใหญ่ มีผู้คนอาศัย 3 ล้านคน อาชญากรรมในเมืองแห่งนี้แม้ไม่มากนัก แต่ก็นับว่าสูงเมื่อเทียบกับเมืองหลวงอื่นในยุโรป ด้วยเศรษฐกิจที่ทรุดตัวเมื่อหลายปีก่อน ประกอบกับสถานการณ์การอพยพเข้าของคนต่างถิ่น ทำให้การล้วงทรัพย์วิ่งราวเกิดขึ้นอยู่เสมอ เหยื่อโดยมากมักจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างถิ่น เพราะมักพกเงินติดตัวจำนวนมาก และไม่รู้จะทำอย่างไรหากทรัพย์ถูกฉกชิงไป
พวกเราอยู่ในข่ายนี้ ดังนั้นผมจึงระวังตัวพอสมควร เอากระเป๋าคาดเอวมาคาดสะพายอก ให้ส่วนที่มีกระเป๋าสตางค์อยู่ในระยะที่มองเห็นชัดเจน โจรจะได้ไม่กล้ามากรีดล้วงกระเป๋า ผมเองก็อุ่นใจ
รถไฟมาแล้ว ประตูเปิดออกเผยความแออัดด้านใน เวลาของเรามีไม่มากนัก ข้าพเจ้าและพระอาจารย์จึงแทรกตัวเบียดเข้าไป ชายตัวโตที่ยืนใกล้ๆ ออกเสียงบ่นรำคาญ ทั้งยังขยับตัวสะบัดสะบิ้ง คงเพราะพวกเราเบียดตัวเข้าไปกระมัง
ผมสำรวจมองแผนที่รถไฟใต้ดินให้แน่ใจว่าต้องลงในสองสถานีข้างหน้า ระหว่างนั้นผมสัมผัสถึงแรงสะเทือนแปลกๆ ใครบางคนกำลังรูดซิปกระเป๋าของผม
ผมเหลือบมองไปที่กระเป๋าคาดอก เสื้อแจ็กเกตของชายคนนั้นปิดบังสายตาของผมอยู่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ผมเขี่ยชายเสื้อของเขาออกดูจึงพบสิ่งที่น่าตกใจ
นิ้วของชายคนนั้นอยู่ในกระเป๋าคาดเอวของผม ผมกำลังจะโดนล้วงกระเป๋าเข้าแล้ว!
ผมขนลุก เหงื่อเย็นซึมออกทั่วร่าง ตั้งสติให้มั่น หันไปสบตาชายคนนั้นเข้าเต็มตา “จ๊ะๆๆ ฉันเห็นนะ ฉันเห็น...”
กระเป๋าสตางค์ของผมหวุดหวิดจะหลุดลอยปลิวไปในเมืองใหญ่เสียแล้ว โชคดีที่ประตูรถไฟเปิดออก ถึงสถานีที่ต้องการลงพอดี ผมนิมนต์พระอาจารย์เดินออกไปด้วยกัน พบทางสองแพร่งว่าจะต้องออกทางซ้ายหรือขวา
ใจของผมก็พบทางสองแพร่งเช่นกัน เป็นใจที่ต้องเลือกว่าจะรู้สึกกับประสบการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างไร
ครั้งหนึ่งเมื่อสิบปีก่อน ผมเคยใช้ชีวิตต่างแดนและเคยโดนฉกชิงกระเป๋าสตางค์ไปดื้อๆ เช่นนี้ หลังจากนั้นมาผมรู้สึกหวาดกลัวต่อเนื่องไปอีกหลายเดือน ไม่ไว้วางใจคนท้องถิ่น มองอะไรก็เป็นลบไปหมด วาดภาพก็มีแต่ความหม่นหมอง ร้องไห้ คิดแต่ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับบ้านๆ หลังจากผมสูญเสียกระเป๋าสตางค์ใบนั้น เหมือนผมตกนรกต่อเนื่อง เพราะคิดปรุงแต่งว่าถูกล่วงละเมิดอย่างแรง มารู้ภายหลังว่าผมวางใจผิดไปมากทีเดียว
กล่าวคือ ผมคิดถึงสิ่งที่ล่วงลับไปแล้วด้วยอาลัย คิดครั้งแล้วครั้งเล่า เจ็บปวดทุกครั้งที่คิด
นั่นคือทางแพร่งทางหนึ่งที่ผมเคยเลือก แต่วันนี้ผมตัดสินใจจะเลือกทางอื่น
“อะไรจะเกิดขึ้นกับเราไม่สำคัญเท่ากับว่าเรารู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์นั้น” ข้อคิดของพระอาจารย์แว่วดังเตือนสติ ผมจึงมีโอกาสได้ใคร่ครวญมองแง่บวกของการเกือบตกเป็นเหยื่อของโจรล้วงกระเป๋า
ย้อนระลึกถึงจังหวะที่ผมสบตานักล้วงคนนั้น ผมมองเห็นความต้องการปัจจัยแห่งการดำรงชีวิต เห็นแววตาแห่งความละอายและหม่นเศร้า ชีวิตของนักล้วงคงลำบาก ไม่น่าอภิรมย์นัก นั่นทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเห็นใจ ปรารถนาให้เขาประสบชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต
ผมยังถือเขาเป็นครู ผู้สาธิตวิธีการลักทรัพย์อย่างแยบคาย เตือนข้าพเจ้าว่าในที่แปลกถิ่นใดๆ อย่าได้ประมาทเลินเล่อ ขโมยขโจรอย่างเขาจะอยู่ที่ใดก็ได้ ให้ดูแลทรัพย์สินให้ดี เก็บทรัพย์สินปัจจัยให้ดี จงมีสติในตนทุกเมื่อ โจรคนอื่นอาจไม่ปรานีเหมือนเขาผู้นี้ คิดได้ดังนี้ผมจึงรู้สึกขอบคุณในเหตุการณ์ดังกล่าว การเที่ยวหลังจากวันนั้นผมรอบคอบเรื่องการเก็บเงินทองขึ้นมาก การเดินทางทัศนศึกษาครั้งนี้ก็ปลอดภัยเรียบร้อยดี
ผมออกจากสถานีรถไฟมาด้วยสีหน้าแช่มชื่น กระชับกระเป๋าคาดเอวเป็นแม่นมั่น การคิดแก้ปัญหาโจรล้วงกระเป๋าทำให้ผมพบเทคนิคการผูกปมที่ซิป การรูดซิปชิงทรัพย์ของผมคงยากขึ้นอีกชั้นหนึ่ง นี่คืออานิสงส์ของการเลือกทางแพร่งที่สองตามที่พระอาจารย์ได้บ่มสอน เมื่อพบเหตุร้ายอย่าเพิ่งคร่ำครวญตีโพยตีพาย ให้รู้จักเก็บเกี่ยวประโยชน์จากเหตุร้าย
แน่นอนว่าเราจะได้พบข้อดีและธรรมะเป็นกำไร







