posttoday
ผ่ากระบวนการประชามติ สร้างความชอบธรรมให้รัฐธรรมนูญ

ผ่ากระบวนการประชามติ สร้างความชอบธรรมให้รัฐธรรมนูญ

28 มิถุนายน 2558

วาระสำคัญทางการเมืองในขณะนี้คงหนีไม่พ้นกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญที่อยู่ในขั้นตอนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ

โดย...เจษฎา จี้สละ

วาระสำคัญทางการเมืองในขณะนี้คงหนีไม่พ้นกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญที่อยู่ในขั้นตอนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญรายมาตราเป็นรอบสุดท้าย ก่อนที่จะส่งไปยังสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 22 ส.ค.นี้ ซึ่งหาก สปช.ลงมติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องจัดให้มีการประชามติร่างรัฐธรรมนูญในขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ หลังจากที่เกิดความชัดเจนในกระบวนการดังกล่าว กกต.ได้ประชุมเตรียมความพร้อมจนได้ข้อสรุปว่า จะสามารถจัดให้มีการประชามติได้ในวันที่ 10 ม.ค. 2559 แสงไฟในเวทีการเมืองจึงจับจ้องไปที่การเตรียมความพร้อมของ กกต. หัวเรือใหญ่ในการจัดการประชามติครั้งนี้ โดยมี สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ด้านกิจการบริหารการเลือกตั้ง หนึ่งในกุนซือคนสำคัญจะมาชำแหละแนวคิดการประชามติในครั้งนี้

เริ่มจากแนวคิดในการเผยแพร่สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ อาจารย์สมชัย เปิดเผยว่า ไม่ให้ความสำคัญกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับเต็มกว่า 4 ล้านฉบับที่แจกจ่ายไปยังประชาชนมากนัก เพราะจะมีประชาชนสักกี่คนจาก 47 ล้านคน ที่จะอ่านร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ฉะนั้นจึงให้ความสำคัญกับการรณรงค์เผยแพร่สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า

“การรณรงค์เผยแพร่จะต้องทำอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งมีทรัพยากรมหาศาลทำอะไรก็ได้ เดินสายพูดคุยไม่จำกัด แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีอะไรเลย ไม่สามารถนำเสนอข้อมูลต่างๆ แก่ประชาชนได้ แบบนี้จะกลายเป็นการประชามติที่ไม่เป็นธรรม”

สมชัย ระบุว่า ดังนั้นหลังจากที่มีประกาศกำหนดว่าด้วยการประชามติจะมีระยะเวลาให้องค์กรต่างๆ ทั่วประเทศมาจุดแจ้งองค์กรที่จะเข้าร่วมรณรงค์กับ กกต. โดยต้องระบุว่าชื่อองค์กรหรือกลุ่ม สมาชิก วัตถุประสงค์สนับสนุนหรือคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ และขอบเขตพื้นที่ในการรณรงค์ (จังหวัด ภาค หรือประเทศ) ฯลฯ จากนั้น กกต.จะจัดสรรงบประมาณ เวลาในการร่วมรณรงค์ในสื่อภาครัฐ และอำนวยช่องทางการสื่อสารอื่นๆ เพื่อให้การรณรงค์นั้นสร้างบรรยากาศของการเป็นประชาธิปไตยในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและไม่ใช้โอกาสนี้ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง

นปช. และ กปปส. จะมีส่วนร่วมในการรณรงค์ได้หรือไม่? สมชัย ตอบเป็นนัยว่า องค์กรหรือกลุ่มต่างๆ ที่มาจดแจ้งร่วมรณรงค์นั้นจะต้องเสนอโครงการของตนเอง ซึ่งจะต้องไม่มีเจตนาแอบแฝงทางการเมืองหรือนำไปสู่ความสุ่มเสี่ยงในการก่อความไม่สงบทางการเมือง เช่น โครงการจัดพิมพ์เอกสาร ป้ายโฆษณา คลิปวิดีโอ และเว็บไซต์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นกิจกรรมที่น่าจะดำเนินการได้

“กิจกรรมใดที่สุ่มเสี่ยง เช่น การจัดเวทีสาธารณะระดมคนเข้ามาอภิปรายถกเถียง อาจเป็นรูปแบบที่ไม่เหมาะสม เพราะสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เอื้อให้มีการกิจกรรมลักษณะดังกล่าว แต่อาจจัดให้มีการอภิปรายผ่านสื่อมวลชนอย่างเป็นธรรม เช่น จัดให้มีการโต้วาทีระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้านโดยใช้ระยะเวลาและช่องทางเท่ากัน อย่างนี้เป็นไปได้”

สำหรับการเปิดพื้นที่สื่อสาธารณะในการรณรงค์ของแต่ละฝ่าย สมชัย อธิบายว่า เมื่อประกาศวันประชามติ กกต.จะต้องเชิญสื่อมวลชนที่เป็นสื่อของรัฐและเอกชนมารับทราบตารางการเผยแพร่ข้อมูลของกลุ่มที่รณรงค์สนับสนุนและคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ เช่น จัดทำตารางโต้วาทีล่วงหน้า 10 ครั้ง โดยระบุช่องโทรทัศน์ วันและเวลาในการออกอากาศ พร้อมกับระบุประเด็นในการอภิปรายที่ไม่ซ้ำกัน

“ถ้าไม่มีการคุยแบบนี้ ท้ายที่สุดก็จะเกิดการแย่งกัน สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ก็จะพูดเรื่องนี้ซ้ำอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นถ้าเราทำเป็นหัวข้อที่ชัดเจนไปนะครับว่า 10 ครั้ง ครั้งที่ 1 จะว่าด้วยหมวดที่เท่าไหร่ ครั้งที่ 2 จะพูดด้วยหมวดไหน หลังจากไหนเป็นเรื่องของแต่ละฝ่ายว่าท่านจะพิจารณาส่งใครมา องค์กรแล้วเป็นซีกพวกแล้ว ท่านจะพิจารณาว่าจะส่งใครมา เพื่อจะมาออกรายการโทรทัศน์ สร้างบรรยากาศ 3 เดือนผมว่าพอ”

นอกจากนั้นแล้ว สมชัย ยังกล่าวอีกว่า การรณรงค์ในครั้งนี้จะเป็นมิติใหม่ของการประชามติในประเทศไทย เริ่มจากเอกสารที่ กกต.จะจัดส่งไปยังผู้มีสิทธิประชามติ ซึ่งประกอบด้วย 1.การชี้แจงกระบวนการและขั้นตอนในการประชามติ 2.การแจ้งผู้มีสิทธิในการลงประชามติ (ตามที่มีอยู่เดิม) 3.ข้อมูลของ กกต. แสดงแนวโน้มหรือผลที่จะตามมาจากการประชามติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ และ 4.เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่คัดค้านได้นำเสนอข้อคิดเห็นของแต่ละฝ่ายในเอกสารนี้อย่างเท่าเทียม อาทิ กำหนดพื้นที่ให้ฝ่ายละ 2 หน้า เป็นต้น

“กำหนดให้แต่ละฝ่ายจะสื่อสารไปยังประชาชน 47 ล้านคน ภายใต้พื้นที่ 2 หน้านี้ ท่านจะยกจุดดีกี่ประเด็นให้ประชาชนเข้าใจได้ จะมีคำขวัญหรือภาพจูงใจในพื้นที่เท่ากัน 2 หน้า อาจใช้ภาพกราฟฟิกที่ส่งให้เจ้าบ้านอย่างเท่าเทียมกัน ผู้ประชามติเองจะได้อ่านความเห็น 2 ซีก ก่อนตัดสินใจ” สมชัย เผยถึงแนวคิดที่ได้จากการประชามติในสกอตแลนด์

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนหลังจากนี้ กกต.จะต้องพิจารณาร่างประกาศกำหนดการประชามติที่จัดทำโดยฝ่ายเลขาธิการสำนักงาน กกต. ก่อนที่ กกต.จะพิจารณาและส่งไปยัง สนช.พิจารณาในขั้นสุดท้าย ขณะเดียวกันคณะกรรมการ กกต. จะต้องร่างระเบียบ กกต.ว่าด้วยการประชามติเช่นกัน โดยจะมีการบัญญัติรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนในประชามติ รวมถึงกฎเกณฑ์ในการจดแจ้งร่วมรณรงค์ไว้ในระเบียบนี้

อีกหนึ่งประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจ คือ การกำหนดคำถามในการประชามติ ซึ่งอาจารย์สมชัย ยืนยันว่า ประเด็นคำถามในการประชามติเป็นอำนาจโดยตรงของนายกรัฐมนตรีในการพิจารณา อย่างไรก็ตาม กกต.ควรมีโอกาสในการพิจารณาคำถามดังกล่าวด้วย ว่าเป็นคำถามชี้นำหรือไม่ และเป็นกลางมากพอหรือไม่ กล่าวคือการพิจารณาเชิงเทคนิคเท่านั้น ไม่ใช่การพิจารณาเชิงเนื้อหาของคำถาม

“ควรเป็นคำถามเดียวสั้นๆ ฟังง่าย ประชาชนเลือกตอบง่าย แต่ถ้าคำถามยาวเกินจะเป็นประเด็นซ้อนประเด็น เกิดความสับสนแก่ประชาชน หรือถ้าคำถามดังกล่าวยังไม่มีความเป็นกลางก็คงต้องส่งคืน หรืออาจจะหารือร่วมกันเพื่อหาคำถามใหม่ที่เหมาะสมกว่า” สมชัย กล่าว

สมชัย ย้ำว่า การประชามติมีความสำคัญมาก เพราะถ้าจะนำร่างรัฐธรรมนูญมาบังคับใช้กับคนทั้งประเทศ ก็ควรมีกระบวนการที่ประชาชนทั้งประเทศยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพียงไม่กี่คน ไม่มีจุดเชื่อมโยงว่าร่างรัฐธรรมนูญมาจากความคิดของชาวบ้านหรือคนทั้งประเทศ ฉะนั้นกระบวนการทำประชามติครั้งนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ

“กระบวนการทำประชามติเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เพียงเรื่องวันที่ลงคะแนนกันวันเดียว แต่ให้มองว่าเป็นกระบวนการซึ่งจะต้องมีระยะเวลาให้ประชาชนมีโอกาสทำความเข้าใจและเรียนรู้ รวมถึงใช้เนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นในการแก้ปัญหาเชิงการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ การถกเถียงกัน ซึ่งจะทำให้เกิดหลักประชาธิปไตย และสังคมได้รับประโยชน์ในแง่ต่างๆ เพิ่มขึ้นด้วย”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท