
กรุงเก่าเล็งทำนาโยนกล้า 8.4 พันไร่เฉลิมพระเกียรติในหลวง
เกษตรกรอยุธยาตั้งเป้าทำนาด้วยการโยนกล้า 8,400 ไร่เพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวง และเป็นการปรับวิถีการทำนาให้ลดต้นทุนแต่ให้ผลผลิตที่สูงขึ้น
เกษตรกรอยุธยาตั้งเป้าทำนาด้วยการโยนกล้า 8,400 ไร่เพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวง และเป็นการปรับวิถีการทำนาให้ลดต้นทุนแต่ให้ผลผลิตที่สูงขึ้น
นายวิทยา ผิวผ่อง ผวจ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า กำลังเร่งประสานงานไปยังองค์กรปกครองท้องถิ่นทุกระดับ ทั้งอบจ. , เทศบาล และ อบต.รวมถึงหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในจังหวัดรวมถึงนายอำเภอทั้ง 16อำเภอ ร่วมกิจกรรมรณรงค์ให้เกษตรกรใช้วิธีทำนาด้วยการโยนกล้าเพื่อทำโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่จะมีพระชนมายุครบ 84 พรรษา ในปี 2554 นี้ซึ่งในเรื่องนี้ได้นำเสนอในการประชุมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 84 พรรษา โดยกำหนดเป้าหมายทำนาด้วยวิธีการโยนกล้าในเขตจ.พระนครศรีอยุธยา จำนวน 8,400 ไร่ รวมจำนวนชาวนาเข้าร่วมกิจกรรม 8,400คน มาร่วมในกิจกรรมทำนาด้วยการโยนกล้า
ทั้งนี้การทำนาแบบโยนกล้าเป็นการเปลี่ยนวิธีกรรมในการเกษตรซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ท่านได้พระราชทานแนวคิดหรือวิธีการเกษตรอินทรีย์หรือเกษตรปลอดภัยมาโดยตลอดซึ่ง จ.พระนครศรีอยุธยา ต้องการทำเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติและต้องดำเนินการให้ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ อีกทั้งเป็นต้นแบบให้กับชาวนาทั่วประเทศ อย่างไรก็ตามการทำนาด้วยการโยนกล้าเป็นประโยชน์ต่อการปรับวิถีชีวิตการทำงานให้เหมาะสมกับยุคปัจจุบันเพราะช่วยลดต้นทุน ประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านต่าง ๆแล้วยังให้ผลผลิตสูงกว่าการทำนาแบบวิธีเดิม ๆอีกทั้งเป็นการทำนาแบบสมัยใหม่ ที่ประหยัด สะดวก ปลอดภัย และเพิ่มผลผลิต
นายเรวัต อัมพวานนท์ นายอำเภอนครหลวง กล่าวว่า อ.นครหลวงได้นำร่องในการทำนาด้วยวิธีการโยนกล้าจำนวน 84ไร่ ที่บริเวณทุ่งหนองงูเห่าซึ่งเป็นพื้นที่นาที่เหมาะสมกับการทำนาแบบการโยนกล้า
อย่างไรก็ตามพบว่ามีการขยายผลการดำเนินการให้เกษตรกรทั่วไป และยุวเกษตรกร เข้าร่วมในกิจกรรมเพื่อศึกษาวิธีการทุกขั้นตอน ข้อดี ข้อเสียรวมถึงประโยชน์สูงสุดที่จะได้จากการทำนาแบบการโยนกล้า
นายสุเทพ บุญแจ้ง ปรานยุวเกษตรกร อ.นครหลวง กล่าวว่า การทำนาแบบการโยนกล้าไม่ยาก โดยมีขั้นตอนเพียง 5 ขั้นตอนเท่านั้น คือ 1.การเตรียมแปลงนา ซึ่งก็เตรียมเหมือนแปลงนาดำหรือนาปรังทั่วไป
2.จัดเตรียมถาดเพาะเมล็ด มีลักษณะเป็นถาดหลุมซึ่งมีจำหน่ายทั่วไปตามร้ายขายอุปกรณ์เพื่อการเกษตร ซึ่งราคาไม่แพง3.นำดินใส่หลุมครึ่งหลุมแล้วนำเมล็ดพันธุ์ข้าวประมาณ 3-4 เมล็ดใส่ลงไปในกลุ่มและกลบดินให้เต็มถาดและรดน้ำ 4.พอต้นข้าวอายุได้ 15 วัน สามารถจับพันธุ์กล้าโยนลงในแปลงนาได้ทันทีโดยไม่ต้องไปจับให้ลำต้นตั้งตรงและ 5.ประมาณ 2-3 วัน ต้นกล้าข้าวจะตั้งลำต้นตรงขึ้นเองตามธรรมชาติ หลังโยนกล้าไป 10 วันก็สามารถใส่ปุ๋ยชีวภาพ และดูแลต้นข้าวเหมือนการทำนาปรังทั่วไป
อย่างไรก็ตามแนะนำให้ให้ทำนาด้วยวีการเกษตรอินทรีย์ควบคู่ไปด้วย ผลดี คือ ไม่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก สามารถลดต้นทุน ประหยัดค่าเมล็ดพันธ์ ค่าแรง ค่าดำเนินการทุกด้านในการดูแลต้นข้าว เป็นแปลงนาสะอาดปลอดวัชพืชและช่วยให้ข้าวแตกกอได้ดี มีช่องว่างระหว่างต้นอันไม่เป็นการหมักหมดทำให้เกิดโรคหรือการแพร่ระบาดของศัตรูพืช ที่สำคัญให้ผลผลิตสูงกว่าการทำนาปรังด้วยวิธีการเดิม ส่วนผมเสียหรือผลกระทบมีข้อเดียวคือ ต้องเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวในถาดหลุมซึ่งเป็นเรื่องแปลกใหม่ของวิธีการทำนา







