
เหยียบแผ่นดินไทย
เรือกุ้ยเอียงแล่นเข้าสู่เมืองไทยอย่างช้าๆ ผมมองเห็นสองฝั่งแม่น้ำสายใหญ่ที่ทอดตัวขนานลำน้ำไปสุดสายตาสองฟากฝั่ง
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
เรือกุ้ยเอียงแล่นเข้าสู่เมืองไทยอย่างช้าๆ ผมมองเห็นสองฝั่งแม่น้ำสายใหญ่ที่ทอดตัวขนานลำน้ำไปสุดสายตาสองฟากฝั่ง สร้างความแปลกตาแปลกใจด้วยความอุดมสมบูรณ์ซึ่งแตกต่างไปจากเมืองจีน ผมสัมผัสได้ถึงความชุ่มชื้นจากอากาศที่สูดเข้าปอดลึกๆ
ผมพึมพำในอก... นี่หรือคือผืนแผ่นดินไทย ในที่สุดผมก็มาถึงดินแดนที่ชาวจีนแคะหรือฮากกาอย่างเราเรียกกันว่า “ฟั่นป้อย” แล้วหรือนี่ ผมรู้สึกดีใจจนเนื้อเต้น แทบอยากจะตะโกนไชโยออกมาเลยทีเดียว ผมมาถึงเมืองไทยแล้ว เมืองไทยจะทำให้ผมได้เป็นเศรษฐี
วันที่เรือใหญ่เข้าเทียบท่าที่เมืองไทยเป็นวันเกิดของผมพอดี ผมคิดเข้าข้างตัวเองว่า ช่างโชคดีอะไรเช่นนั้นที่ได้ฉลองวันเกิดปีที่ 20 (นับตามจีนอายุ 20 แต่นับตามสากลอายุ 19 ปี) ที่เมืองไทย เป็นการเริ่มต้นที่ดี ถือเป็นสิริมงคลในชีวิตผม ทำให้ผมมีความหวังและกำลังใจมุ่งมั่นที่จะสร้างหลักปักฐานร่ำรวยเป็นเศรษฐีในเมืองไทยให้ได้ ชีวิตผมกำลังจะรุ่งเรืองเหมือนดวงอาทิตย์ยามเช้าในทิศตะวันออกที่มีแต่จะสว่างไสวขึ้น...“ตะวัน...ออก...ที่เมืองไทย”
อากาศเดือน ต.ค.ในไทยช่วง 4-5 โมงเย็น แม้ไม่หนาวเท่ากับจีนแต่ค่อนข้างเย็นจนรู้สึกได้ โดยเฉพาะตัวผมที่มีเสื้อผ้าใส่ติดตัวมาเพียงชุดเดียวเท่านั้น ย่อมรู้สึกหนาวๆ อยู่บ้าง แต่ไม่เท่าความรู้สึกหนาวในใจที่ตัวผมเองไม่มีญาติมารอรับเหมือนผู้โดยสารคนอื่นๆ ในกระบวนผู้โดยสารทั้งหมด ผมคงเป็นคนที่ยากจนที่สุด ไร้ญาติขาดมิตรไม่มีกระเป๋า ไม่มีสมบัติอะไร มีแต่มือเปล่า
เมื่อเรือใหญ่จอดเทียบท่าเรือบีไอ วัดพระยาไกร บางรัก ช่วงเวลาแห่งความชุลมุนก็เกิดขึ้นทันที ผมมองลงไปยังท่าเรือเบื้องล่าง เห็นมีคนโบกมือต้อนรับผู้โดยสารบนเรืออย่างมีความสุข พวกเขาคงเขียนจดหมายนัดแนะให้มารับที่ท่าเรือ เพื่อจะได้ไปพักผ่อนหรือทำกิจกรรมอย่างอื่นหลังการเดินทางไกล
เมื่อมองกลับมาที่ตัวเอง ผมรู้สึกเคว้งคว้าง ได้แต่หวังว่าจะได้พบพี่ชายทั้งสอง แต่ไม่รู้ว่าพี่ชายจะรู้ไหมว่าผมเดินทางมาถึงแล้ว และสิ่งที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยคือ เมื่อมาถึงเมืองไทย ทุกคนต้องถูกกักตัวรอให้มีญาติมารับ
เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ท่าเรือบีไอต้องทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน เพราะผู้โดยสารมากมายเกือบๆ 4,000 คนถือเป็นภาระหนักที่ทุกคนต้องทำงานแข่งกับเวลา ผมสังเกตเห็นว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยพูดจีนไม่ค่อยได้ ทำให้ต้องมีล่ามภาษาจีนมาช่วยฟัง ช่วยพูด และแปลภาษากันตลอดเวลา
สำหรับผู้โดยสารที่มีญาติที่เมืองไทยมารับรองตัวจะถูกกันไปอยู่อีกกลุ่มหนึ่ง โดยพวกเขาเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นคนรับรองหรือผู้โดยสารจากเรือกุ้ยเอียงจะต้องพิมพ์ลายนิ้วมือ เพื่อเป็นตราประทับว่าได้รับการตรวจสอบแล้ว จากนั้นเจ้าหน้าที่จะปล่อยให้เดินทางออกจากด่านตรวจคนเข้าเมืองได้
ผมสังเกตว่าคนที่ลงเรือมาลำเดียวกัน ราวๆ 60-70% มีคนมารับรอง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จำนวนผู้โดยสารที่เห็นยืนกันอยู่หนาแน่นตอนลงจากเรือด้วยกันใหม่ๆ ก็หายไปเกินครึ่ง คงเหลือแต่พวกที่ไม่มีใครมารับรองอย่างผมและคนอื่นๆ ที่ต้องรอให้บรรดาญาติหรือคนรู้จักในเมืองไทย ซึ่งไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนมารับรองโดยเร็วเท่านั้น
บางคนที่ยังไม่ได้ออกไปไหนก็เพราะนัดหมายกันผิดพลาด หรือสื่อสารกันโดยไม่เข้าใจ ทำให้ต้องมีการตรวจสอบกันยุ่งยากในภายหลัง
นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ยังตรวจสอบลูกนัยน์ตาของผู้โดยสารโพ้นทะเลเช่นผมและคนอื่นๆ ด้วย คงต้องการจะกักกันผู้ที่อาจจะป่วยหรือนำเชื้อโรคมาเผยแพร่ที่ดินแดนนี้ก็เป็นได้
สำหรับตัวผมเองเมื่อถึงคิวตรวจตา ปรากฏว่าไม่ผ่านเพราะมีอาการของโรคตาแดง ประกอบกับไม่มีใครมารับรอง ล่ามที่เป็นคนจีนแต้จิ๋วบอกกับผมให้ผมรีบหาทางติดต่อให้ญาติในเมืองไทยมาช่วยรับรองให้เร็วที่สุด เพราะถ้าไม่มีใครมารับรองอาจถูกส่งตัวกลับจีนก็เป็นได้
พอได้ยินว่าอาจต้องถูกส่งตัวกลับจีน ผมเหมือนถูกฟ้าผ่าลงมากลางหัว อุตส่าห์ดิ้นรนข้ามน้ำข้ามทะเล หมดเงินหมดทองไปตั้งมากมาย แล้วจะต้องถูกส่งตัวกลับ เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ แต่ผมยังไม่หมดหวัง คิดว่าพี่ชายผมต้องมารับ พยายามบอกตัวเองว่า เราคงไม่โชคร้ายขนาดนั้น
การตรวจคนเข้าเมืองกินเวลาจากช่วงเย็นถึงช่วงหัวค่ำ ผมเฝ้ารอมองหาคนที่จะมารับแต่ก็ไม่มี ใจคอไม่ดีและความเครียดเริ่มขึ้นสมอง
คนที่ไม่มีใครมารับรองราวพันกว่าคนต้องถูกหน่วยตรวจคนเข้าเมืองนำตัวไปกักกัน หรือพูดง่ายๆ ว่าเอาไปขังไว้ก่อนที่โรงพักเพื่อรอการตรวจสอบ หรือรอติดต่อญาติๆ ให้มารับตัวในภายหลัง
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







