posttoday
อาเซียนไร้ภูมิต้านเฟด ขาดดุลบัญชีฉุดค่าเงินร่วง

อาเซียนไร้ภูมิต้านเฟด ขาดดุลบัญชีฉุดค่าเงินร่วง

25 มิถุนายน 2558

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ย้อนกลับเมื่อช่วงต้นปี 2015 ที่บรรดาสถาบันเศรษฐกิจชั้นนำของโลกพร้อมใจตบเท้าเปิดเผยรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจโลกประจำปีนี้ในเวลาไล่เลี่ยกัน ตั้งแต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เวิลด์แบงก์ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) หรือธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ฯลฯ ประเด็นร่วมหนึ่งที่สถาบันเหล่านี้เห็นตรงกันก็คือแนวโน้มการขยายตัวทางบวกของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

รายงานข้างต้นสามารถสรุปได้คร่าวๆ ว่า แม้การเติบโตของเอเชียจะชะลอความเร็วลงหากเทียบกับปีก่อนๆ แต่อย่างน้อยในปีนี้และปีหน้า เอเชียก็ยังสามารถประคับประคองตัวให้โตต่อไปได้ในระดับตัวเลขที่ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับภูมิภาคส่วนอื่นของโลก

กระนั้น ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า รายงานคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจข้างต้นเหล่านั้นยังได้เอ่ยเสียงเตือนในทำนองเดียวกันอีกว่า “เอเชีย” มีปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่จะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการเงิน นั่นคือ การเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ภายในช่วงปีนี้

หลังคำเตือนข้างต้น เวลาได้ล่วงเลยมาเข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2015 นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์จากหลายสถาบันชั้นนำเริ่มคลายความวิตกกังวล เมื่อหลายประเทศในเอเชียแสดงให้เห็นชัดเจนว่าได้ลงมือจัดการเสริมแกร่งตลาดการเงินของตนอย่างแน่นหนา จนสามารถรับมือกับการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดได้อย่างสบาย

แต่อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดาย น่าใจหาย และน่าหวาดวิตกต่อไป เมื่อมาตรการเสริมแกร่งดังกล่าวยังคงไม่มีปรากฏให้เห็นในประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ แม้หลายประเทศในเอเชียจะมีศักยภาพรับมือกับการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดได้อย่างดี แต่ประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในอาเซียน ยกเว้น สิงคโปร์ ยังไม่พร้อมและเสี่ยงจะเจ็บตัวอย่างหนักในกรณีที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ย.นี้ ตามที่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งประมาณการกันไว้

สำหรับเหตุผลในครัั้งนี้ที่ทำให้บรรดานักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์หลายสำนักเชื่อมั่นว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังหนีไม่พ้นผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดก็คือตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ซึ่งแสดงถึงรายได้ของประเทศที่ได้มาจากการค้าและการบริการทั้งหลาย

ทั้งนี้ จากการรวบรวมข้อมูลของสำนักข่าวรอยเตอร์ส พบว่า ตลาดของประเทศกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียเหนืออย่างเกาหลีใต้และไต้หวัน จะสามารถรับมือผลกระทบทางลบจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดได้ดี เนื่องจากเลขดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลที่อยู่ในระดับสูงจะช่วยชดเชยและป้องกันความผันผวนของสกุลเงินของประเทศได้เป็นอย่างดี

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า การที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนี้จะส่งผลให้นักลงทุนในตลาดขนเงินออกจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เพื่อไปลงทุนในสหรัฐที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า ซึ่งการกระทำดังกล่าวนอกจากจะกระเทือนต่อสภาพคล่องของประเทศแล้ว ยังมีผลต่อการอ่อนค่าอย่างรวดเร็วของค่าเงินของประเทศนั้นๆ ด้วย

ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายกล่าวชัดว่า เพื่อรับมือกับสภาพการณ์ข้างต้น ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลในระดับสูงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดในการชะลอทุนไหลออก ปกป้องค่าเงินให้มีเสถียรภาพ และป้องกันการเก็งกำไรค่าเงิน ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตการเงินของเอเชียในปี 1997-1998

รายงานระบุว่า เกาหลีใต้มีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลถึง 4.09 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ขณะที่ไต้หวันเกินดุลถึง 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาสแรกปี 2015 และจีนเกินดุล 7.89 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในช่วงเวลาเดียวกัน

ตัวเลขดุลบัญชีสะพัดในประเทศข้างต้นสวนทางกับนานาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีรายงานระบุว่า ขณะนี้ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศอินโดนีเซียขาดดุลถึง 3,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศมาเลเซีย แม้จะเกินดุล แต่ก็เกินดุลเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แถมเศรษฐกิจยังมีมุมมองเป็นลบ เนื่องจากราคาน้ำมันถูกมีแนวโน้มบั่นทอนมูลค่าการส่งออกของประเทศ

ทั้งนี้ การที่ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศในภูมิภาคเอเชียเหนือเกินดุล ได้ทำให้ค่าเงินของประเทศเหล่านี้แข็งค่าขึ้นตามไปด้วย โดยปีนี้สกุลเงินเหรียญไต้หวันแข็งค่าขึ้นแล้ว 2.9% เมื่อเทียบกับเงินสกุลเหรียญสหรัฐ ขณะที่ค่าเงินวอนเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 0.5% และค่าเงินหยวนของจีนปรับแข็งค่าขึ้นที่ 0.1%

แต่ค่าเงินหลายประเทศในอาเซียนกลับเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม คือปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐ โดยค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียในเดือน มิ.ย. ปรับตัวลดลงแล้ว 7% แตะระดับต่ำสุดในรอบ 17 ปี ส่วนค่าเงินริงกิตของมาเลเซียปรับตัวร่วงลงอ่อนค่าแล้ว 6.9% และค่าเงินบาทของไทยลดลงแล้ว 2.5%

ลีจินหยาง นักวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคแห่งอเบอร์ดีน แอสเสท แมเนจเมนท์ ประจำสิงคโปร์ ระบุว่า สถานการณ์ข้างต้นที่ดุลบัญชีเดินสะพัดแข็งแกร่งทำให้ในระยะยาวแล้ว ค่าเงินของประเทศในเอเชียเหนือสามารถรับแรงกระแทกจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดได้ดี เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับรายงานของเวิลด์แบงก์ที่แสดงความวิตกว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในเอเชีย โดยเฉพาะอาเซียน นอกจากจะมีปัจจัยที่น่าหวาดหวั่นจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์เช่นน้ำมัน ที่ปรับตัวลดลงจนน่าใจหายแล้ว ยังมีปัจจัยน่าปวดหัวอย่างต้นทุนกู้ยืมที่น่าจะสูงขึ้น อันเป็นผลพวงจากการที่รัฐบาลหลายชาติจำต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อป้องกันภาวะทุนไหลออก

ไอฮัน โคส ผู้อำนวยการโอกาสการพัฒนาของเวิลด์แบงก์ ประเมินว่า การที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้เงินไหลเข้าตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ลดลงถึง 1.8% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)

“จนกว่าตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่จะมีนโยบายการเงินและการดูแลงบประมาณประเทศที่รัดกุม และยืนหยุ่นทนทานต่อปัจจัยภายนอกซึ่งมาจากการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ไม่เช่นนั้นก็ค้องเผชิญกับความท้าทายในการรับมือกับความปั่นป่วนวุ่นวายที่จะตามมา” โคส กล่าว

ยังไม่นับรวมปัจจัยบั่นทอนการเติบโตอื่นๆ เช่น ปรากฏการณ์เอลนินโญที่กระเทือนต่อผลผลิตภาคการเกษตร หนึ่งในสินค้าส่งออกที่สำคัญของอาเซียน หรือการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน อย่างพลังงานและการคมนาคม ที่ทำให้เศรษฐกิจอาเซียนในปีนี้อาจจะไม่สามารถเดินไปข้างหน้าตามเป้าที่ตั้งเอาไว้ได้

ทั้งนี้ ขณะที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดกำลังงวดเข้ามา โดยอย่างเร็วที่สุดก็คือในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อย่างช้าที่สุดก็คือภายในปี 2016 นานาประเทศในอาเซียนน่าจะและควรจะลงมือเสริมความแข็งแกร่งเพื่อรับมือกับผลกระทบเสียหายจากน้ำมือเฟดได้แล้ว

ข่าวล่าสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด