
สื่อนอกชี้โรงแรมไทยฟื้นจากวิกฤตการเมือง
ถึงแม้ว่าสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองของไทยในช่วงปีที่ผ่านมา จะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อภาคการท่องเที่ยว ทว่า ข้อมูลล่าสุดจาก สมิท ทราเวล รีเสิร์ช (เอสทีอาร์) บริษัทบริการข้อมูลด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการโรงแรมรายใหญ่สัญชาติสหรัฐ ยืนยันว่า ผลประกอบการของธุรกิจโรงแรมไทยปรับตัวดีขึ้นเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
ถึงแม้ว่าสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองของไทยในช่วงปีที่ผ่านมา จะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อภาคการท่องเที่ยว ทว่า ข้อมูลล่าสุดจาก สมิท ทราเวล รีเสิร์ช (เอสทีอาร์) บริษัทบริการข้อมูลด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการโรงแรมรายใหญ่สัญชาติสหรัฐ ยืนยันว่า ผลประกอบการของธุรกิจโรงแรมไทยปรับตัวดีขึ้นเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
รายงานของเอสทีอาร์ ระบุว่า อัตราการเข้าพักโรงแรมในไทยปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุดถึง 22.9% เป็น 68.3% ขณะที่สัดส่วนรายได้ต่อห้องพักที่ยังว่างอยู่เพิ่มขึ้น 20.9%
หากมองเฉพาะโรงแรมในเขตกรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียวจะพบว่า ผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก โดยอัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้นถึง 31.6% ขึ้นไปอยู่ระดับ 71.6% ทั้งหมด ขณะที่ภูเก็ตปรับเพิ่มขึ้น 14.1% ไปอยู่ที่ 60.5% ในเดือนเดียวกัน
“ผลประกอบการของธุรกิจโรงแรมในไทยปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยผลประกอบการของธุรกิจโรงแรมในกรุงเทพฯ เพิ่มอย่างน่าสนใจ หลังจากที่สถานการณ์ทางการเมืองในไทยฟื้นตัวจากการรัฐประหารเมื่อปีที่ผ่านมา” รายงานระบุ
หากมองในภาพรวมของธุรกิจโรงแรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จะพบว่า ยังไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าดีขึ้นหรือแย่ลง ทว่าโดยส่วนใหญ่แล้วเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาอัตราการเข้าพักปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.4% เป็น 68.1% แต่สวนทางกับอัตราค่าที่พักที่ลดลงราว 6.9% เฉลี่ยอยู่ที่ 105.54 เหรียญสหรัฐ (ราว 3,380 บาท) ต่อคืน ขณะที่สัดส่วนรายได้ต่อห้องพักที่ว่างลดลงถึง 5.7% เป็น 71.84 เหรียญสหรัฐ (ราว 2,421 บาท)
สำหรับญี่ปุ่นได้อานิสงส์จากเงินเยนอ่อนค่า ทำให้การท่องเที่ยวญี่ปุ่นคึกคักยิ่งขึ้นทำให้อัตรารายได้ของโรงแรมในแดนปลาดิบขยับขึ้น 12.2% สวนทางกับธุรกิจโรงแรมในเกาหลีใต้ที่เผชิญกับผลกระทบจากกลุ่มโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (เมอร์ส) จนทำให้การท่องเที่ยวทรุด
อย่างไรก็ตาม หากคำนวณรายได้ในสกุลเงินท้องถิ่น พบว่าสัดส่วนรายได้กลับลดลง โดยเฉพาะเมียนมาที่อัตราการเข้าพักลดฮวบถึง 27.4% ลงมาเหลือ 41.4% ขณะที่สัดส่วนต่อห้องพักที่ว่างลดลงถึง 26.4% โดยมีปัจจัยหลักจากการแข่งขันของคู่แข่งรายใหม่ในตลาด
เช่นเดียวกับธุรกิจโรงแรมในฮ่องกงที่ได้รับผลกระทบจากการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งส่งผลในเชิงลบต่อการท่องเที่ยว โดยอัตรารายได้ต่อห้องพักที่ว่างลดลงถึง 21.5% ถือเป็นการปรับตัวลดลงมากที่สุดที่เคยมีมา
ทั้งนี้ เอสทีอาร์ถือเป็นธุรกิจบริการข้อมูลด้านการท่องเที่ยวรายใหญ่ของสหรัฐ โดยบริการข้อมูลครอบคลุมในภาคส่วนผลกระกอบการโรงแรม การพัฒนา และการเงิน รวมถึงข้อมูลการใช้บริการของนักท่องเที่ยว ทั่วทุกมุมโลกทั้งในยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียแปซิฟิก และอเมริกาใต้







