posttoday
คุมดอกโหด

คุมดอกโหด

25 มิถุนายน 2558

โดย...อรุณ จิรชวาลา

โดย...อรุณ จิรชวาลา

สัปดาห์ที่แล้ว ข่าวที่ไร้สาระที่สุดไม่มีอะไรเกินเรื่องกาสิโน เพราะทุกครั้งที่มีความจำเป็นต้องกลบเกลื่อนเรื่องที่อาจบานปลายหรือมีผลกระทบในเชิงลบแรงๆ เช่น เรื่องถอดยศ ก็จะมีการจุดพลุเรื่องกาสิโน จากนั้นก็จะมีนักข่าวกลุ่มหนึ่งรับลูกไปโหมกระพือต่อ

ข่าวที่มีสาระมากกว่ากันมาก คือ เรื่องอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ออกมาแถลงว่า จะเสนอยกเลิก พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ซึ่งใช้มา 83 ปีจนล้าสมัยเต็มทีแล้ว พร้อมกับจะเสนอ พ.ร.บ.ใหม่ขึ้นมาแทน โดยทั้งหมดเป็นการเสนอผ่านกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้นำเข้า ครม.อีกทีหนึ่ง

ผมรู้สึกขอบคุณดีเอสไอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอธิบดีคนปัจจุบัน ที่ยอมสละเวลาทำเรื่องแบบนี้ เพราะถึงจะไม่ทำก็คงไม่มีใครว่าอะไร ทำแล้วก็ใช่ว่าจะได้ผลงานมากมาย มีแต่จะไปขัดผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มที่อาศัยช่องโหว่ของกฎหมายเป็นเครื่องมือทำมาหากินและสร้างความร่ำรวยให้ตัวเอง

กฎหมายอื่นในบ้านเมืองเรามีที่ล้าสมัยมากมาย แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักจะเห็นเป็นเรื่องได้ไม่คุ้มเสีย จึงไม่มีการเสนอแก้ไขปรับปรุงหรือยกร่างใหม่ จนกว่าจะเกิดเรื่องราวใหญ่โต เช่น กฎหมายที่เกี่ยวกับการบินพาณิชย์ที่ทำให้เราถูกติดธงแดงในขณะนี้ เป็นต้น

ประเด็นหลักที่ผมเห็นในข่าวมี 2 เรื่อง คือ เพิ่มโทษปรับ เช่น จาก 1,000 บาท เป็น 3 แสนบาท เพราะ 83 ปีที่ผ่านมา ทำให้เงินพันมีความหมายน้อยลงไปมาก อีกเรื่องคือการนิยามคำว่าดอกเบี้ยให้หมายรวมค่าธรรมเนียมและบริการด้วย

ผมชื่นชมเจตนาและความพยายามของดีเอสไอ แต่อยากแนะนำว่าเรื่องดอกเบี้ยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เป็นผู้ดูแล จะทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงควรเชิญ ธปท.ให้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย

อีกเรื่องที่ผมอยากแนะนำ ซึ่งทำให้การทำงานร่วมกับ ธปท.มีความจำเป็นยิ่งขึ้น นั่นก็คือกฎหมายนี้ควรจะครอบคลุมธุรกรรมทางการเงินทุกประเภท รวมทั้งสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล และสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ด้วย เพราะจุดประสงค์ของกฎหมายนี้คือการคุ้มครองรายย่อยที่ด้อยโอกาสและมีความรู้น้อยกว่า ซึ่งสินเชื่อที่กล่าวถึงล้วนเป็นสินเชื่อที่ให้กับรายย่อยทั้งสิ้น

เห็นข่าว ธปท.ออกตัวว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ ธปท. และไม่มีผลกับดอกเบี้ยทั้ง 3 ตัวข้างต้น เพราะมีกฎหมายอื่นรองรับ บอกตรงๆ เลยครับว่าเห็นแล้วไม่สบายใจ เพราะรังแต่จะทำให้เกิดความลักลั่น และทำให้เกิดการเข้าใจผิด ซึ่งที่ผ่านมาก็มีปัญหาในการตีความ จนต้องถึงโรงถึงศาลอยู่เนืองๆ

หากมองย้อนกลับไปในอดีต การควบคุมดอกเบี้ยให้ไม่เกิน 15% ไม่ได้เป็นปัญหา จนเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ดอกเบี้ยโลกพุ่งสูงเกิน 15% ทำให้เกิดสภาพเงินทุนไหลออก ตลาดการเงินในประเทศฝืดเคืองรุนแรง จำต้องผ่อนปรนให้เรียกเก็บดอกเบี้ยได้เกิน 15% แต่หลังจากดอกเบี้ยต่างประเทศลดลง เพดานในประเทศกลับไม่ยอมลงตาม โดยธนาคารพาณิชย์เป็นกลุ่มแรกที่ได้ประโยชน์จากการไม่ลดดอกเบี้ยสินเชื่อบัตรเครดิตกลับลงมา แต่หลังจากนั้นมีกลุ่มธุรกิจสินเชื่อบุคคลที่โหดกว่า คือ คิดดอกเบี้ยบวกค่าธรรมเนียมและบริการรวมกันบางกรณีเกิน 100% จนทำให้เกิดการร้องเรียน และในที่สุดก็เป็นที่มาของดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคล 28% ซึ่งรวมค่าธรรมเนียมและบริการเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยด้วย

ล่าสุดก็มีวิธีขูดรีดมากขึ้นจนได้ โดยกระทรวงการคลังของรัฐบาลนี้เอง ที่ผลักดันจนเกิดโครงการนาโนไฟแนนซ์ ซึ่งได้รับอนุญาตให้คิดดอกเบี้ยได้ถึง 36%

เอาละครับ ไหนๆ ก็แนะนำดีเอสไอแล้ว ก็ขอแนะนำไปถึง ธปท.ด้วย ผมไม่อยากให้ ธปท.นิ่งดูดาย ปล่อยให้มีธุรกิจการเงินเกิดขึ้นมากมายในประเทศ ทั้งประเภทที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย ทั้งที่ไม่มีการกำกับดูแล หรือมีหน่วยงานอื่นซึ่งไม่เชี่ยวชาญเรื่องการเงินดูแล เพราะธุรกิจและธุรกรรมเหล่านี้ หากมีมากขึ้นเป็นลำดับ นอกจากจะทำให้การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.เองเป็นไปด้วยความยากลำบากแล้ว ยังเป็นความเสี่ยงของระบบที่อาจทำให้เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผมขอยกตัวอย่างเรื่องกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เป็นผู้ออกใบอนุญาต ออกกฎระเบียบ และกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินประเภทหนึ่ง ฟังดูอาจจะไม่รู้สึกน่ากลัวอะไร แต่ต่อมามีธุรกิจเครดิตยูเนี่ยนที่แฝงตัวเข้าไปขอใบอนุญาตในรูปสหกรณ์จากกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งใช้คำว่าสหกรณ์นำหน้าชื่อด้วย เกิดเป็นระเบิดเวลาที่ในที่สุดทำให้เกิดความเสียหายนับหมื่นล้านบาท

และที่แย่ไม่แพ้กัน คือ หลังเกิดปัญหามาตรการในการแก้ไขหาความเป็นรูปธรรมไม่ได้เลย

นี่ยังไม่พูดถึงธุรกิจอย่างบิตคอยน์ หรือยูฟัน ที่ ธปท.น่าจะแสดงจุดยืนที่ชัดเจนกว่านี้ และออกโรงเตือนชาวบ้านอย่างจริงจังกว่านี้ตั้งแต่ต้น ความสูญเสียโดยรวมจะได้น้อยลง

แม้แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการเงินของรัฐบาลโดยตรงอย่างกระทรวงการคลัง ความเชี่ยวชาญในการกำกับดูแลสถาบันการเงินก็มีน้อยกว่า ธปท. ด้วยเหตุนี้ธนาคารเฉพาะกิจหลายแห่งในความดูแลของกระทรวงการคลังจึงมีมาตรฐานต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์ แต่นอกจากกระทรวงการคลังจะกอดธนาคารเฉพาะกิจเหล่านี้ไว้แน่นแล้ว ยังกลับเป็นผู้ออกใบอนุญาตและกำกับดูแลธุรกิจนาโนไฟแนนซ์เพิ่มขึ้นอีกด้วย

นี่เป็นเหตุผลที่ผมไม่อยากให้ ธปท.อยู่เฉย แม้ว่า ธปท.จะไม่สามารถห้ามกระทรวงเกษตรฯ หรือกระทรวงการคลังเสนอเรื่องเข้า ครม.ได้ แต่หากเมื่อทราบเรื่องแล้วได้ท้วงติง หรือแสดงจุดยืนหรือความคิดเห็นเป็นที่ประจักษ์ ก็จะเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของ ครม.

เรื่องที่แล้วไปแล้วก็คงแล้วกันไป แต่อยากฝากท่านผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ให้ขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนว่าอะไรคือขอบเขตหน้าที่และความรับผิดชอบของ ธปท. และพร้อมที่จะปกป้องขอบเขตนั้นไม่ให้หน่วยงานอื่นสามารถเข้ามาก้าวก่ายได้โดยสะดวก

การดำรงความเป็นอิสระของ ธปท. ไม่ได้หมายความว่าใครจะทำอะไรก็เชิญ ขอเพียงอย่างเดียวอย่ามายุ่งกับตน

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง