
กมธ.ยกร่างฯจ่อตั้ง20กรรมการฯสานงานปฏิรูป
กมธ.ยกร่างรธน. จ่อตั้ง กรรมการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ 20 คน สานงานปฏิรูป ลั่น ตัดอำนาจถอดถอน สว.
กมธ.ยกร่างรธน. จ่อตั้ง กรรมการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ 20 คน สานงานปฏิรูป ลั่น ตัดอำนาจถอดถอน สว.
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความคืบหน้าในการพิจารณาปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ ว่า คณะกมธ.ยกร่างฯ มีแนวโน้มที่จะปรับโครงสร้างของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ได้บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ จากเดิมที่กำหนดให้มีสมาชิกจำนวน 120 คน โดยปรับให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า คณะกรรมการการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ มีกรรมการจำนวน 20 คน ทำหน้าที่ในการกำหนดประเด็นในการปฏิรูป จากนั้นคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะเป็นผู้คัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็นคณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนวาระการปฏิรูปในประเด็นต่างๆ ซึ่งคณะกรรมการและคณะทำงานชุดนี้จะรวมกันภายใต้โครงสร้างสภา โดยจะมีการตั้งชื่อใหม่แทนชื่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อป้องกันความสับสนกับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2557 (ฉบับชั่วคราว) ที่กำหนดให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแทนสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ภายหลัง สปช. ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ อย่างไรก็ตามคณะกมธ.ยกร่างฯ มีแนวโน้มที่จะบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการการปฏิรูป ฯ หลังจากที่มีรัฐบาลใหม่และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่จัดตั้งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2557 สิ้นสุดลง
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่คณะกมธ.ยกร่างฯ จะปรับลดอำนาจของ สว. ให้สามารถถอดถอนได้เฉพาะบุคคลที่ สว. แต่งตั้งนั้น เพราะต้องการปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับการได้มาซึ่ง สว. เพราะถ้าจะให้ สว. มีอำนาจในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง สว. จะต้องมาจากการเลือกตั้งเช่นกัน ทั้งนี้คณะกมธ.ยกร่างฯ มีแนวคิดใช้กลไกในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยใช้กลไกของศาลฎีกาแผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะที่ผ่านมากลไกการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของวุฒิสภาไม่ประสบผลสำเร็จ
นอกจากนั้นแล้วยังมีแนวโน้มที่จะตัดบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดตั้งสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติที่มีกลไกในการยื่นเรื่องถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีความประพฤติมิชอบ เพราะพิจารณาจากรายงานเกี่ยวกับสมัชชาคุณธรรมฯ ที่ส่งไปยังคณะรัฐมนตรียังไม่มีมติจากคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินการในประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด ฉะนั้นจึงมีแนวโน้มที่จะไม่มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะยังมีระเบียบหรือโครงสร้างใดรองรับ







