
สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ : เป็นใคร ทำอะไร?
โดย...รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม
โดย...รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม
การวางหลักกติกาใหม่ไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 อย่างชัดเจนว่า ไม่ว่า สปช.จะมีมติอย่างไรกับร่างรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะ “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” ก็ตาม ถือว่าภารกิจหลักของ สปช.เสร็จสิ้นแล้ว จึงต้องยุบ สปช.ไปแล้วให้ตั้ง “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” ขึ้นมาทำหน้าที่หรือทำงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต่อไป
นับเป็นการคืนอิสระในการตัดสินใจแก่ สปช.ทุกคนอย่างเต็มที่ในการลงมติว่า “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” กับร่างรัฐธรรมนูญโดยตัดปัจจัยการผูกติดอยู่กับผลประโยชน์ในการรักษาตำแหน่งของตนออกไป ซึ่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวหากยังไม่ได้มีการแก้ไขได้เขียนจูงใจให้ สปช.ลงมติ รับร่างรัฐธรรมนูญเพราะทำให้อยู่ต่อไปได้
กล่าวสำหรับ “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” กำหนดไว้ไม่เกิน 200 คนนั้น ให้มีที่มาจากนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้ง ซึ่งอาจจะแต่งตั้งคนที่ไม่เคยเป็น สปช. หรือเคยเป็น สปช. คนเดิมอีกก็ได้ ซึ่งก็เป็นที่สนใจและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าจะมีการคัดเลือกกันอย่างไรและจะมีบุคคลประเภทใดบ้าง
ผมเข้าใจว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กับ สปช.จะต้องมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ เพราะ สปช.ทำหน้าที่เสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศ และนำเสนอเรื่องที่จะต้องกำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนำไปบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญและให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมา สปช.ได้ทำหน้าที่ดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว คงยังเหลือเฉพาะการให้ความเห็นชอบเท่านั้น
ในส่วนของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมเห็นว่ารูปแบบและภารกิจหน้าที่จะต้องทำไม่เหมือนกับ สปช. และก็ไม่แน่ใจนักว่า “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะมีภารกิจหน้าที่อะไรเป็นหลัก” โดยความเข้าใจของผมเห็นว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต้อง “ทำหน้าที่วางยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนตามแนวทางหรือยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ” และเห็นว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอาจอยู่ในรูปคณะกรรมการ ก็คือ “คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” ด้านต่างๆ ควรประกอบด้วย คณะกรรมการทั้ง 11 ด้าน ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวกำหนดไว้ ซึ่งคล้ายกับ สปช.ที่กำหนดให้มีการปฏิรูปด้านต่างๆ ทั้ง 11 ด้านเช่นกัน
เพื่อจะได้ดำเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกัน และทำข้อเสนอการปฏิรูปประเทศตามที่ สปช.เสนอให้สมบูรณ์ หรือเพิ่มเติมเสริมแต่งให้เป็นไปในแนวทางที่เป็นรูปธรรมมีผลต่อการดำเนินงานได้ เช่น ข้อเสนอในเชิงกฎหมาย การปฏิรูปกฎหมาย หรือการให้มีกลไก ในการดำเนินงาน ที่สำคัญก็คือการเฝ้าติดตาม ผลการดำเนินงาน ที่ภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคส่วนราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้องได้นำแนวทางไปปฏิบัติรวมทั้งการเสนอแนะเพื่อให้มีการปฏิบัติงานเป็นไปตามข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศ
ผมจึงเห็นว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จะต้องเป็นสภาที่ประกอบด้วยผู้มีความรู้ความสามารถ ทั้งทางวิชาการและมีประสบการณ์ในเชิงปฏิบัติมาแล้วในด้านต่างๆ ทั้ง 11 ด้านดังกล่าว จึงทำให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นสภาที่ผสมผสานความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศเป็นอย่างดี และเห็นว่าควรจะมีการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งไว้อย่างน้อย 3 ปี เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว ให้เกิดผลในทางปฏิบัติให้มากที่สุด
คนไทยทุกภาคส่วนกำลังจับตามองการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากหลายส่วนที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูป โดยเฉพาะการยึดอำนาจทำรัฐประหารของ คสช.และจุดมุ่งหมายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งมั่นที่จะปฏิรูปหรือปัดกวาดประเทศ ได้มีการลงทุนลงแรงไปมากกับการดำเนินงานปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการตั้ง สปช.ด้านต่างๆ ขึ้นมา เพื่อวางแนวทางการปฏิรูป การจับตาของภาคส่วนต่างๆ ก็คือ “การปฏิรูปประเทศจะไปในทิศทางใดจะทำให้เกิดผลสำเร็จอย่างไร มากน้อยแค่ไหน หรือจะทำเป็นเพียงวาทกรรมบนแผ่นกระดาษ”
ดังนั้น ผมจึงเห็นว่าการมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จึงเป็นการสรรหาบุคคลจำนวนหนึ่งที่มีความรู้ความสามารถมาทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ เพื่อทำให้แนวทางปฏิรูปเกิดผลในทางปฏิบัติ ซึ่งต้องมีกระบวนการดำเนินงานและการติดตามประเมินผลอย่างรัดกุม โดยเฉพาะการนำเสนอแนวทางการปฏิรูปไปสู่การดำเนินงานของภาคส่วนต่างๆ ที่มีหน้าที่ปฏิบัติทั้งภาครัฐบาล ภาคส่วนราชการ ภาคองค์กรที่เกี่ยวข้องในการออกกฎหมาย และภาคประชาสังคม ตลอดจนคนไทยทั้งประเทศที่จะต้องร่วมกันขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติ โดยไม่ได้หวังพึ่งส่วนใดส่วนหนึ่ง ดังนั้นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต้องเป็นหน่วยนำ และทำให้ภาคส่วนอื่นๆ พร้อมใจกันที่จะปฏิบัติและร่วมกันขับเคลื่อนไปในทิศทางที่พึงประสงค์จนเกิดผลสำเร็จตามเป้าหมาย
โดยเฉพาะการทำให้รัฐบาลและกลไก
ที่เกี่ยวข้องต้องมีจุดร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นผู้ที่คอยติดตามและทำการประเมินผลการดำเนินงานการปฏิรูปประเทศว่า ดำเนินการไปมากน้อยเพียงใด มีปัญหาอุปสรรคอะไร ซึ่งในส่วนนี้ไม่เป็นที่หนักใจสำหรับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นผู้มุ่งมั่นที่จะปฏิรูปอยู่แล้ว ส่วนที่จะหนักใจนั้นก็คือ รัฐบาลที่มาจากภายหลังการเลือกตั้ง จะร่วมไม้ร่วมมือในการปฏิรูปประเทศและเดินตามแนวทางของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศหรือไม่อย่างไร นี่คือแนวทางของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศว่าจะนำไปสู่ความสำเร็จหรือจะสำเร็จได้อย่างไร







