posttoday
ชาวนาไทยรุ่นใหม่พลิกวิธีปลูกข้าว

ชาวนาไทยรุ่นใหม่พลิกวิธีปลูกข้าว

24 มิถุนายน 2558

จากปัญหาเรื่องของความแห้งแล้งในประเทศไทยที่ส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนอยู่ในระดับต่ำ การใช้ปุ๋ยสารเคมีคุณภาพต่ำ วิธีหมุนเวียนการปลูกข้าวที่ขาดคุณภาพ และทัศนคติต่อวิธีการปลูกข้าวที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่นกำลังเป็นปัญหาหนึ่งที่คุกคามรายได้ และผลผลิตของชาวนาไทยอย่างหนัก

จากปัญหาเรื่องของความแห้งแล้งในประเทศไทยที่ส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนอยู่ในระดับต่ำ การใช้ปุ๋ยสารเคมีคุณภาพต่ำ วิธีหมุนเวียนการปลูกข้าวที่ขาดคุณภาพ และทัศนคติต่อวิธีการปลูกข้าวที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่นกำลังเป็นปัญหาหนึ่งที่คุกคามรายได้ และผลผลิตของชาวนาไทยอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม เอสทาบลิชเมนต์ โพสต์ เว็บไซต์นำเสนอเรื่องราวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เปิดเผยรายงานเกี่ยวกับ อนุภา ปัญญาดิลก เกษตรกรไทยรุ่นใหม่ที่พยายามเปลี่ยนแปลง และอยู่รอดภายใต้ภาวะวิกฤตดังกล่าว โดยระบุว่า สาวจาก จ.ชัยนาทรายนี้ได้วิเคราะห์และศึกษาต้นทุนของการปลูกข้าวแบบดั้งเดิม เทียบกับวิธีการปลูกข้าวทางเลือก

อนุภาได้ค้นพบถึง 2 ปัญหาใหญ่ๆ ของการทำนาแบบดั้งเดิม อันได้แก่ หนึ่ง การใช้ปุ๋ยแบบดั้งเดิมอย่างต่อเนื่องของชาวนาไทยส่งผลให้เกิดภาวะดินเค็ม ซึ่งจะไปกระทบต่อการเติบโตของต้นข้าวในเวลาต่อมา และสอง คือ ความต้องการข้าวออร์แกนิก หรือข้าวปราศจากสารเคมีของโลกที่มีมากขึ้นต่อเนื่อง

หลังจากใช้เวลาศึกษาและพัฒนาอยู่หลายต่อหลายปี อนุภาได้พบกับวิธีการปลูกข้าวใน “ระบบผลิตเปียกสลับแห้ง (เอดับเบิ้ลยูดี)” ซึ่งสามารถช่วยชาวนาเพิ่มผลผลิตข้าว ลดปริมาณการใช้น้ำ เพิ่มรายได้ รวมถึงยังเป็นการปลูกข้าวแบบออร์แกนิกอีกด้วย

รายงานระบุว่า การปลูกข้าวด้วยวิธีดังกล่าวใช้เวลาการเรียนรู้เพียงแค่ 1 วันเท่านั้น โดยใช้อุปกรณ์เพียงไม่กี่ชิ้นในการฝึกฝนเท่านั้น ได้แก่ ท่อพีวีซี ยาฆ่าแมลงจุลชีพที่ทำจากแกนข้าวโพด ซึ่งสาวชาวชัยนาทวัย 32 ปี ได้พัฒนาร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (เอ็นเอสทีดีเอ) และแหนแดง ซึ่งเป็นเฟิร์นน้ำชนิดหนึ่งที่จะมาทำหน้าที่เป็นปุ๋ยให้กับต้นข้าวแทนการใช้ปุ๋ยสารเคมี

ทั้งนี้ แหนแดงนั้นไม่เพียงอุดมไปด้วยโปรตีน กรดอะมิโน วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ แหนแดงยังมีคุณสมบัติเติมไนโตรเจนในดิน ขณะเดียวกันก็ช่วยลดปริมาณฟอสเฟตที่อาจไปปนเปื้อนกับแหล่งน้ำในดินได้

เอสทาบลิชเมนต์ โพสต์ รายงานว่า การปลูกข้าวแบบเอดับเบิ้ลยูดีนี้สามารถลดปริมาณการใช้น้ำได้มากถึง 40% และสามารถช่วยลดต้นทุนการทำนาได้มากถึง 2.0625 หมื่นบาท/1 เฮกตาร์ (ราว 6 ไร่) เลยทีเดียว

ขณะเดียวกัน อนุภาระบุว่า ชาวนาที่เพาะปลูกข้าวด้วยวิธีนี้สามารถขายข้าวได้ในราคาตันละ 1.4 หมื่นบาท ซึ่งมีราคาสูงกว่าข้าวที่ปลูกจากปุ๋ยแบบดั้งเดิม และใช้ยาฆ่าแมลงที่มีสารเคมีถึงสองเท่า ที่มีราคาอยู่ที่ 7,000 บาท/ตันเท่านั้น

แม้ว่าความนิยมต่อการปลูกข้าวด้วยระบบผลิตเปียกสลับแห้งของอนุภาได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มเกษตรกรในชัยนาทและจังหวัดใกล้เคียง เจ้าตัวก็ยังไม่เคยได้รับรางวัลใดๆ หรือการสนับสนุนอย่างจริงจังจากหน่วยงานใด กระนั้น อนุภาก็ดีใจทุกครั้งที่ได้ยินว่าชาวนาที่นำวิธีนี้ไปใช้สามารถประหยัดต้นทุน และมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น

“ในทุกๆ วัน จำนวนของผู้คนที่ได้ยินถึงสิ่งที่เรากำลังทำอยู่กำลังขยายวงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ก็ค่อยๆ ยอมรับรุ่นลูก และเข้าใจว่าวิธีที่ใช้มาในอดีตไม่จำเป็นต้องเป็นวิธีที่ดีที่สุด” อนุภา กล่าวกับเอสทาบลิชเมนต์ โพสต์

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท