
แก๊งข้ามชาติระบาดไทย
กลายเป็น “ขุมทอง” ของกลุ่มโจรไปเรียบร้อย ฉาวแล้วฉาวอีกโดยเฉพาะการระบาดของ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่เข้ามาอาศัยประเทศไทย
กลายเป็น “ขุมทอง” ของกลุ่มโจรไปเรียบร้อย ฉาวแล้วฉาวอีกโดยเฉพาะการระบาดของ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่เข้ามาอาศัยประเทศไทย
โดย...ธนก บังผล
กลายเป็น “ขุมทอง” ของกลุ่มโจรไปเรียบร้อย ฉาวแล้วฉาวอีกโดยเฉพาะการระบาดของ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่เข้ามาอาศัยประเทศไทยเป็นแหล่งทำมาหากินศูนย์กลางหลอกเพื่อนร่วมชาติ
ก่อนหน้านี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ บุกจับกุมชาวไต้หวัน จีน พม่า และแอฟริกัน รวม 36 คน พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือ บัตรเอทีเอ็ม และอุปกรณ์การกระทำผิดจำนวนมาก
คนร้ายแก๊งนี้ร่วมกันหลอกลวงชาวต่างชาติให้หลงเชื่อ และโอนเงินผ่านบัตรเอทีเอ็ม มูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท เห็นตัวเลขแล้วตกใจใช่ไหมล่ะ????
อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจสอบสวนกลางก็ได้รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นคนไทย 4 คนมาแล้ว คนร้ายจะใช้บัตรเอทีเอ็มไปกดเอาเงินสดออกมาแล้วโอนผ่านบริษัททัวร์ หรือโอนเงินเข้าบัญชีเครือข่ายกลับไปจีนและไต้หวัน มูลค่าความเสียหาย 100 ล้านบาทต่อเดือน
ตำรวจไทยได้รวบรวมหลักฐานขอความร่วมมือกับตำรวจสอบสวนกลาง มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน วางแผนตรวจค้นกลุ่มคนร้ายที่เมืองฉางอัน สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 15 คน มีชาวไทย 13 คน และชาวไต้หวัน 2 คน ขณะเดียวกันที่เมืองจูไห่ยังจับกุมชาวไต้หวันได้ 15 คน
ระหว่างกำลังสืบสวนว่าทั้งสองกลุ่มนี้|เป็นเครือข่ายโยงใยกันหรือไม่ ล่าสุด ตำรวจกองปราบได้ติดตามพฤติกรรมของกลุ่มองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ไทยเป็นฐานกระทำความผิดในรูปแบบที่อาจกระทบกับความมั่นคงของรัฐ
แนวทางสืบสวนตำรวจสะกดรอยและตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก พบว่ามีกลุ่มผู้ต้องสงสัยที่มีลักษณะการก่อเหตุเข้าข่ายดังกล่าวแบบครบวงจรเป็นชาวจีนและไต้หวัน
พฤติกรรมของคนร้ายแก๊งนี้จะเช่าบ้านในหมู่บ้านหรือโครงการที่มีราคาแพงเพื่อให้พ้นสายตาตำรวจ ค่าเช่าประมาณ 5 หมื่น-1 แสนบาท ตำรวจสะกดรอยพบว่ามีการเคลื่อนไหวผิดปกติอยู่ 2 แห่ง คือ หมู่บ้านธารารมณ์ และหมู่บ้านเสรี ซอยลาดพร้าว 101
เมื่อติดตามเชิงลึกยังพบอีกว่า มีกลุ่มชาวจีนเช่าบ้านเพื่อทำเป็นสำนักงานคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย จึงเข้าทำการตรวจค้น และก็เป็นไปตามคาด หลักฐานที่ยึดไว้มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์ระบบ VoIP (วอยซ์โอเวอร์อินเทอร์เน็ตโปรโตคอล) เน็ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือ และเอกสารบทสนทนาภาษาจีน ที่ถูกเตรียมไว้สำหรับหลอกลวงว่าทำการติดต่อมาจากหน่วยงานของรัฐ เช่น กรมสรรพากร
ที่ทำให้แน่ชัดว่าน่าจะเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเริ่มชัดขึ้น หลังจากสอบสวนพบว่ากลุ่มมิจฉาชีพจะทำการติดต่อไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เมืองเซี่ยงไฮ้ เฉิงตู และเสฉวน หลอกว่าเป็นหนี้บัตรเครดิตบ้าง ค้างชำระค่าโทรศัพท์ หรืออื่นๆ บ้าง เพื่อให้ผู้เสียหายตายใจ โดยมีอุปกรณ์ประกอบ อาทิ เสียงไซเรนตำรวจเพื่อให้เหยื่อตายใจว่าเป็นตำรวจจริงๆ
เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อก็ลวงให้ไปกดเงินผ่านตู้เอทีเอ็มเข้าบัญชีธนาคารตามขั้นตอนที่พวกมันกำหนดไว้ นอกจากกรุงเทพฯ แล้วยังมีเมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่ พัทยา ภูเก็ต ก็ถูกใช้เป็นฐานหลอกลวงด้วยเช่นกัน
ผลงานของ พ.ต.อ.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผู้กำกับการ 1 บก.ป. ครั้งนี้ จับชาวไต้หวันได้ 3 คน เมื่อตรวจสอบประวัติยังพบอีกว่า ทั้ง 3 คน เดินทางเข้าออกประเทศไทยมาแล้ว 4 ครั้ง และเชื่อว่ายังมีสถานที่อีกหลายแห่งที่แก๊งนี้เช่าไว้เพื่อกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าว
โดยผู้ต้องหาทั้งหมดรับสารภาพว่ามีนายจ้างเป็นชาวไต้หวัน จ้างให้มาทำงานที่บ้านหลังดังกล่าว ทำหน้าที่โทรศัพท์สุ่มไปยังต่างประเทศเพื่อหลอกลวงให้โอนเงินจริง
ทั้ง 3 คน ถูกตั้งข้อหาความผิดฐานเป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักร และประกอบอาชีพหรือรับจ้างทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตทันที ซึ่งกำลังจะขยายผลเพื่อแจ้งข้อหาฉ้อโกงประชาชนต่อไป
วิรัตน์ เกตุพุต ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายป้องกันการทุจริตและอนุมัติการใช้บัตร “เคทีซี” บริษัท บัตรกรุงไทย เผยกลโกงว่า คนร้ายกลุ่มนี้เป็นพวกต่างชาติที่ไม่ได้เหนือความคาดหมายนัก เพราะสิ่งที่อยากเห็นคือทางการจีนจับคนไทยเพื่อนำกลับมาดำเนินคดีที่ไทยมากกว่า เพื่อจะได้ขยายผลไปยังต่างประเทศได้มากกว่าทางการไทยส่งคนร้ายต่างชาติกลับไป
“วิธีการหลอกโอนเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เคยเกิดขึ้น ส่วนมากจะมีโทรศัพท์ขึ้นว่า|เบอร์ส่วนตัว อ้างว่าโทร.มาจากธนาคาร กรมสรรพากร หรืออะไรก็แล้วแต่ บางครั้งบอกว่าคุณถูกใช้ชื่อแอบอ้างไปทำบัตรเครดิตบ้าง มียอดค้างธุรกรรมกับทางธนาคารบ้าง ถูกรางวัลเกมโชว์ หรือได้รับเงินคืนจากกรมสรรพากรบ้าง
ขั้นตอนต่อไปที่พบบ่อยคือ อ้างว่าโทร.มาจากธนาคารแล้วบอกว่าอีกสักครู่จะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจโทร.หา ซึ่งแน่นอนว่าอีกสักประมาณ 1 ชั่วโมง คุณจะได้รับโทรศัพท์จากผู้ที่แอบอ้างว่าโทร.มาจากหน่วยงานดังกล่าว
“ผมถามว่ามันจะเป็นไปได้หรือที่ธนาคารจะโทร.มาบอกคุณว่าเดี๋ยวคนนั้นคนนี้จะโทร.หา เขาไม่ได้มีหน้าที่เป็นคอลเซ็นเตอร์จะโทร.บอกใคร ดังนั้นอย่าตกเป็นเหยื่อ”
สำหรับเบอร์โทรศัพท์ที่ถูกใช้ติดต่อเข้ามาหลอกลวงนั้น ปัจจุบันวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีสามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์แทนได้
วิรัตน์ บอกว่า การโทร.ผ่านคอมพิวเตอร์มันทำให้ต้นสายเปลี่ยนเป็นเบอร์อะไรก็ได้ บางทีก็เปลี่ยนให้เป็นเบอร์โทร.ของดีเอสไอก็มี เพราะบางคนที่ไม่เชื่อจะโทร.กลับไปยังเบอร์ที่ขึ้นหน้าจอ กลายเป็นว่าไปติดที่ดีเอสไอจริงๆ ทำให้หลงเชื่อโอนเงินทันที บางครั้งใช้ระบบ IVR (Voice Response) เข้าสู่ระบบอัตโนมัติของธนาคารก็ทำได้” วิรัตน์ แจกแจงเพื่อเตือนสติไม่ให้หลงเชื่อวายร้ายแก๊งนี้
ซึ่งนั่นเองจึงเป็นคำตอบที่ว่า ทำไมจึงมีคนหลงเชื่อแก๊งเหล่านี้มากมาย และเพราะอะไรถึงถูกหลอกให้โอนเงินง่ายดายเหลือเกิน รู้แบบนี้แล้วก็อย่าได้ตกเป็นเหยื่อ







