
บาเซิล 3 ทำต้นทุนท่วมธนาคาร ต้นเหตุลดดอกเบี้ยน้อย
จากวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551-2552 ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส)
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
จากวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551-2552 ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ได้ปรับปรุงเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงินตามมาตรฐานสากล ฉบับที่ 3 (บาเซิล 3) ออกมา
ดูแลมาตรฐานของธนาคารพาณิชย์เข้มงวดมากขึ้น
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้นำเกณฑ์นี้มาบังคับใช้กับระบบธนาคารพาณิชย์ไทยใน 2 เรื่องหลักๆ แต่สามารถสร้างความยุ่งยากและเพิ่มต้นทุนให้ธุรกิจธนาคารในไทยได้ไม่น้อย ในภาวะที่เศรษฐกิจป้อแป้ทำให้ขยายสินเชื่อได้ยาก แถมความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ยังลดลงส่งผลให้ความเสี่ยงหนี้เสียสูงขึ้นด้วย
ทั้งนี้ เกณฑ์บาเซิล 3 ที่ ธปท.นำมาบังคับใช้แล้ว คือ เกณฑ์ในเรื่องการปรับโครงสร้างของเงินกองทุนใหม่ ซึ่งบังคับใช้มาแล้วเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2556 ที่ผ่านมา แบ่งเป็น 1.อัตราส่วนเงินกองทุนขั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (Common Equity Tier 1) ซึ่งเพิ่มความเข้มงวดของคุณภาพเงินกองทุน โดยให้ความสำคัญกับเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของที่เป็นส่วนของเจ้าของที่มีหุ้นสามัญเป็นหลัก อันประกอบด้วยหุ้นสามัญและกำไรสะสม ซึ่งจะต้องมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ส่วนนี้ไม่น้อยกว่า 4.5% 2.อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1 Ratio) จะต้องดำรงไม่น้อยกว่า 6% และ 3.อัตราส่วนเงินกองทุนรวมทั้งหมด (Total Capital Ratio) จะต้องดำรงไม่น้อยกว่า 8.5%
เกณฑ์ดังกล่าวนี้ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าจะมีผลกระทบกับระบบธนาคารพาณิชย์ในไทยในระดับที่จำกัด เนื่องจากปริมาณเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่อยู่ในสัดส่วนที่สูง โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นที่ 1 และเงินกองทุนรวมมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดค่อนข้างมาก โดย ณ สิ้นไตรมาสแรกปีนี้เงินกองทุนขั้นที่ 1 อยู่ที่ 13.7% และเงินกองทุนรวมอยู่ที่ 16.6% สูงกว่าเกณฑ์ที่ ธปท.กำหนดไว้ที่ 8.5%
อย่างไรก็ดี เกณฑ์บาเซิล 3 ที่ให้ปรับโครงสร้างเงินกองทุนใหม่นี้ก็ส่งผลกระทบทางอ้อมด้านอื่นๆ อยู่พอสมควร เพราะถึงส่วนทุนของเจ้าของจะเพียงพอ แต่การนับตราสารหนี้ด้อยสิทธิระยะยาวที่จะใช้นับเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 2 ตามเกณฑ์บาเซิล 3 นี้ มี 2 ประเภท คือ 1.ตราสารหนี้ด้อยสิทธิที่สามารถแปลงเป็นทุนได้ และ 2.ตราสารหนี้ด้อยสิทธิที่ปรับลดมูลค่าหนี้ลงได้ (แฮร์คัท) เช่น จากเดิมมีมูลค่า 100 บาท อาจจะลดลงเหลือ 70 บาทนั้น
อาจทำให้ผู้ถือตราสารหนี้ประเภทนี้ต้องรับความเสียหายมากขึ้นด้วย แม้ว่าตราสารประเภทนี้จะให้ผลตอบแทนสูงขึ้นจากตราสารทั่วไปประมาณ 0.6-0.7% แต่อาจทำให้การระดมทุนมานับเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 2 ยากขึ้น เพราะนักลงทุนอาจสนใจถือน้อยลงได้จากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในเกณฑ์เดิมตราสารหนี้ที่นับเป็นทุนขั้นที่ 2 ได้มีวงเงินประมาณ 2.6 แสนล้านบาท แต่ตราสารหนี้ที่ออกตามเกณฑ์บาเซิล 3 ใหม่นี้มีวงเงินเพียง 6.2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ธนาคารพาณิชย์ยังมีภาระอีกมากถึง 2 แสนล้านบาท ที่ต้องระดมทุนมาทดแทนให้ครบ
ส่วนอีกเรื่องที่ ธปท.นำเกณฑ์บาเซิล 3 มาบังคับใช้ คือ การบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (LCR) ซึ่งจะบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2559 เป็นต้นไป หัวใจสำคัญของเกณฑ์นี้อยู่ที่การสำรองสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงเอาไว้เผื่อเกิดกรณีเงินทุนไหลออกรุนแรง ไม่ว่าจะเงินไหลออกจากเงินฝากเพราะคนแห่มาถอน หรือไหลออกเพราะปล่อยสินเชื่อได้ดีก็ตาม ต้องดำรงสภาพคล่องไว้ 100% ของมูลค่ากระแสเงินสดสุทธิที่คาดว่าจะไหลออกไปในภาวะวิกฤตในระยะ 30 วัน
อย่างไรก็ดี ในช่วงนี้ปัญหาเงินไหลออกจากการปล่อยสินเชื่อคงไม่เป็นปัญหา เพราะสินเชื่อขยายตัวต่ำจากเดิมที่เคยโตเป็น 10% ปัจจุบันลดลงเหลืออยู่ประมาณ 4-5% เท่านั้น แต่ที่น่าจะเป็นปัญหาสร้างภาระในการกันสำรองสภาพคล่องน่าจะเป็นฐานเงินฝากที่ขยายตัวค่อนข้างสูงในช่วงนี้ เนื่องจากคนไม่มีความเชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจไม่ยอมใช้จ่ายแต่กลับเก็บเงินมาฝากธนาคารมากขึ้นแทน
และยิ่ง ธปท.กำหนดให้การกันสำรองเงินฝากกรณีเงินฝากรายใหญ่หรือบัญชีเงินฝากนิติบุคคลต้องกันในอัตราสูงกว่าเงินฝากของรายย่อยหรือบัญชีบุคคลธรรมดา คือ รายใหญ่กันสำรอง 5-40% ส่วนรายย่อยกันที่ 5-10% ด้วยเหตุผลที่ว่าพฤติกรรมของลูกค้ารายใหญ่ในเวลาที่มีปัญหาจะอ่อนไหวมากกว่าถอนเงินฝากออกได้มากกว่าจึงต้องกันไว้สูงกว่า ยิ่งทำให้ธนาคารที่มีฐานหรือสัดส่วนเงินฝากลูกค้ารายใหญ่มากกว่ามีภาระกันสำรองที่สูงขึ้นไปอีก ซึ่งวันที่ 1 ม.ค. 2559 ต้องเริ่มกันสำรองอย่างน้อย 60% และทยอยปรับขึ้นปีละ 10% จนกันสำรองสภาพคล่องครบ 100% ในปี 2562
ฉะนั้น ถึงธนาคารจะยังพอมีเวลาปรับตัวอีกประมาณ 6 เดือนกว่าจะเริ่มบังคับใช้เกณฑ์นี้ แต่การขยายฐานเงินฝากไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะมีต้นทุนในการจัดการสูงพอสมควร และถ้าต้องใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงมาจูงใจผู้ฝากรายย่อยด้วยแล้วละก็ ต้นทุนของธนาคารเพิ่มขึ้นแน่ๆ
ในเรื่องนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ผลกระทบต่อเนื่องนี้มีมากกว่าเกณฑ์แรก แต่ยังอยู่ในวงที่จำกัด เนื่องจากเกือบทุกธนาคารมีอัตราส่วน LCR มากกว่า 60% ในปัจจุบัน ทำให้ในภาพรวมแล้วน่าจะสามารถผ่านเกณฑ์ LCR ที่ระดับ 60% ในปี 2559 ได้ โดยไม่มีประเด็นน่ากังวลนัก แต่ในระยะต่อไปคงทำให้บางธนาคารอาจจะทยอยปรับพอร์ตเงินฝากให้เทน้ำหนักมาทางลูกค้ารายย่อยและเอสเอ็มอีมากขึ้น เพื่อแปรเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องเพิ่มเติมรองรับการบังคับใช้เกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต
ด้าน อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า ผลกระทบหลักๆ ต่อต้นทุนคงประเมินยากว่าเพิ่มเท่าไรแน่ แต่ต้องยอมรับว่าในภาวะที่เงินฝากไหลเข้ามามากทำให้สภาพคล่องสูง แต่ปล่อยสินเชื่อได้น้อยนั้นก็เป็นภาระกับธนาคารแล้ว แต่ไม่ใช่ภาระที่หนักหนามากนัก แต่ก็ยอมรับว่าทุกธนาคารห่วงเรื่องกันสำรองสภาพคล่องมากขึ้น แต่คงไม่แข่งกันปรับฐานเงินฝากด้วยการขึ้นดอกเบี้ยสูงจูงใจรายย่อยในช่วงนี้
ขณะเดียวกัน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องมีแคมเปญต่างๆ ดึงดูดผู้ฝากรายย่อยมากขึ้นเพื่อรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย ซึ่งแต่ละธนาคารก็พยายามปรับตัวมาระยะหนึ่งแล้ว ถึงการปรับฐานไปหารายย่อยจะมีต้นทุนในการบริหารจัดการที่สูงขึ้นก็ต้องทำ ส่วนอีกประเด็นที่มีผลกระทบและมองข้ามไม่ได้ คือ ภาระที่เพิ่มขึ้นในการกันสำรองสภาพคล่องจะทำให้ธนาคารมีประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยตามคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้น้อยลง เพราะรายได้การปล่อยกู้ลดลง แถมมีภาระต้นทุนจากการกันสำรองหนี้เสียที่มีแนวโน้มสูงขึ้น แล้วยังต้องมากันสำรองสภาพคล่องเพิ่มอีก คงทำให้ลดดอกเบี้ยกู้ลงตามทิศทางดอกเบี้ยต่ำของ กนง.ได้ยากยิ่งขึ้น
สรุปแล้ว เกณฑ์บาเซิล 3 แม้จะทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความแข็งแกร่งด้านเงินกองทุนและสำรองหนี้สงสัยจะสูญในอัตราสูง แต่ก็เพิ่มต้นทุนให้ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทยให้สูงตามไปด้วย ยังอาจส่งผลกระทบทางอ้อมให้ธนาคารคิดอัตราค่าธรรมเนียม รวมทั้งมีต้นทุนค่าดำเนินการสูง ธนาคารส่งผ่านต้นทุนไปที่ผู้บริโภค การลดดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารจึงช้า และมีอัตราการลดที่น้อยกว่าดอกเบี้ยเงินฝากต่อไปอีกนาน







