
แก้ที่จุดอ่อน
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ ต้องยอมรับกันว่ามีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าที่เคยประเมินไว้ ตามปริมาณการส่งออกที่มีแนวโน้มต่ำกว่าที่หลายสำนักได้คาดการณ์ไว้ แม้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะมีการประเมินว่า เศรษฐกิจโดยรวมน่าจะขยายตัวได้ 3-4% จากการลงทุนของภาคอุตสาหกรรม และการใช้จ่ายเงินภาครัฐ
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ ต้องยอมรับกันว่ามีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าที่เคยประเมินไว้ ตามปริมาณการส่งออกที่มีแนวโน้มต่ำกว่าที่หลายสำนักได้คาดการณ์ไว้ แม้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะมีการประเมินว่า เศรษฐกิจโดยรวมน่าจะขยายตัวได้ 3-4% จากการลงทุนของภาคอุตสาหกรรม และการใช้จ่ายเงินภาครัฐ
ทว่า หากรัฐบาลลองเงี่ยหูฟังผู้ประกอบการ นักอุตสาหกรรมในแทบทุกภาคการผลิต จะพบความเป็นจริงว่า เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในภาวะอับเฉา การส่งออกที่เป็นหัวรถจักรหลักของประเทศที่นำเงินตราต่างประเทศมาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ ผ่านการสั่งซื้อวัตถุดิบ และการจ้างงานติดลบมาอย่างต่อเนื่อง กำลังซื้อภาคเกษตรกรรมลดลงอย่างน่าใจหายจากราคาพืชผลทางการเกษตรที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง การลงทุนโดยรวมลดลง การผลิตของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันนั้นทำได้แค่ 53% เท่านั้น
ครั้นจะมาคาดหวังกับเม็ดเงินจากการลงทุนของภาครัฐ ทั้งงบประจำในการจัดซื้อจัดจ้าง และงบประมาณในการลงทุนนั้น กลับพบว่าปัจจุบันก็มีการเบิกจ่ายที่ล่าช้ามาก จากมาตรการตรวจสอบโครงการภาครัฐเพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น และการปรับเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้างจากระบบอีออกชั่น มาเป็นอีบิดดิ้ง การหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจจึงเข้าสู่ภาวะฝืดเคือง
ในภาวะเช่นนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำรัฐบาล รัฐมนตรีเศรษฐกิจ จะต้องมีการประชุมหารือกันอย่างเร่งด่วนเพื่อพิจารณาจุดอ่อนที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้า
บรรดารัฐมนตรีที่เปรียบเสมือนผู้กุมบังเหียนหน่วยงานรัฐจะต้องมองเห็นโจทย์ที่จะต้องแก้ในเรื่องเดียวกัน และมีเป้าหมายหลักในการแก้ปัญหาเรื่องระยะสั้นที่เหมือนกัน เพื่อผลักดันมาตรการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ตรงกับเป้าหมาย มิใช่ต่างคนต่างเดินเช่นปัจจุบันนี้
ถ้าโจทย์ใหญ่ในปัจจุบันคือ เงินไม่หมุน มีการฝืดเคืองในด้านการทำมาค้าขาย รัฐบาลก็ต้องระดมสรรพกำลังในการทำให้การค้าขายมีความคล่องตัว ต้องเข้าไปตรวจสอบในรายละเอียดของการปฏิบัติว่า ทำไมเงินภาครัฐที่เป็นหัวเชื้อหลักจึงไม่ลงสู่ระบบ จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกปกติไม่ได้ เพราะภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้นไม่ปกติ
ผู้นำรัฐบาลจะต้องกระโดดมาเป็นโต้โผในการประชุมเพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการเร่งด่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อสร้างความมั่นใจ และแสดงถึงการเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ มีการติดตามการนำนโยบายไปปฏิบัติเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน ไม่ใช่ปล่อยให้ทีมเศรษฐกิจเดินหน้าไปตามลำพัง เพราะอาจมีปัญหาบางอย่างที่ยังติดขัดได้
ขณะเดียวกันก็ต้องประกาศให้ประชาชน ผู้ประกอบการรับทราบถึงแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว เช่น ดิจิทัลอีโคโนมี การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจการค้าของประเทศให้เป็นเทรดดิ้งเนชั่นว่ามีการวางรากฐานอย่างไร และจะเดินหน้าไปอย่างไรเพื่อให้ภาคเอกชนได้วางแผนให้สอดรับกับแนวทางที่รัฐบาลกำหนดไว้ หากทำได้แบบคู่ขนานเช่นนี้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปได้อย่างแน่นอน







