
‘ลินคอล์น’ ปลดปล่อย ‘อนารยชน’ เราปลดปล่อย ‘ทุคตชน’...?!
ท่ามกลางกระแส “ยกลินคอล์น เป็นแบบอย่างแก้ไขขัดแย้ง” ที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อขณะนี้ จึงไม่ธรรมดา
โดย...ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ
ท่ามกลางกระแส “ยกลินคอล์น เป็นแบบอย่างแก้ไขขัดแย้ง” ที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อขณะนี้ จึงไม่ธรรมดา ทว่าอาจเป็นปรากฏการณ์ที่บ่งบอกถึงความกระหายของผู้คนในชาติที่อยากจะได้เห็นความปรองดองสมานฉันท์เกิดขึ้นในชาติอย่างเป็นรูปธรรม ตามแนวทางของมหาบุรุษผู้ปลดปล่อยทาสให้มีสถานภาพเป็น “คน” ที่มีอิสรเสรีภาพเท่าเทียมกันตามกฎหมายอย่างมีนัย ทำให้เกิดประเด็นน่าคิดว่า ประธานาธิบดีลินคอล์นหาญกล้าปลดปล่อยเหล่า “อนารยชน” ออกจากการเป็น “ทาส” โดยให้เป็น “คน” ตามกฎหมาย เพื่อลดความขัดแย้งของคนในชาติอเมริกาจนสำเร็จ ถ้าประเทศไทยเราจะปลดปล่อยเหล่า “ทุคตชน” ที่ถูกจองจำจากเหตุการณ์ทางการเมืองปี 2552-2553 ออกจากแดน “ทุคติภูมิ” (คุก) อันแสนเข็ญ เพื่อความปรองดองของคนในชาติบ้าง จะมิดีหรือ เพราะเชื่อว่าหากรัฐบาลปัจจุบันบันดาลให้เกิดเป็นจริงขึ้นมา นอกจากถือเป็นการใช้ธรรมะบริหารราชการด้วยหลัก “การุณยธรรม” เพื่อเป้าหมายในการปรองดองของคนในชาติแล้ว ยังอาจเกิดผลพวงทางกุศลกรรมทั้งผู้ให้และผู้รับอีกด้วย
อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) 1809-1856 มีแนวคิดและจุดยืนอย่างแน่วแน่ในการปลดปล่อยทาส หรือเหล่าอนารยชนให้กลายเป็นพลเมืองผู้มีเสรีภาพเท่าเทียมกันโดยกฎหมาย ซึ่งทำให้ชาวผิวดำที่เป็นทาสได้รับสถานะเป็น “คน” ตามกฎหมายพร้อมด้วยกลิ่นอายแห่งอิสรภาพเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทั้งๆ ที่แนวคิดของเขาถูกต่อต้านวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ไม่เห็นด้วยมากมาย ถึงกับมีการข่มขู่เอาชีวิตด้วย แต่ทว่าเขาไม่เคยหวั่นไหวสั่นคลอนแนวคิดอันมุ่งมั่น เดินหน้าทำตามปณิธานที่ตั้งไว้อย่างหนักแน่นมั่นคงจนบรรลุผล
หลักคิดของลินคอล์น “จงอย่ามองคนในแง่ร้าย จงให้ความเมตตาการุณย์แก่เขา และจงยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม”
คำปราศรัยที่กึกก้องสะท้านโลกก็คือ “จงใช้จิตสำนึกที่มีเมตตาการุณยธรรมต่อทุกคน โดยยึดมั่นคำสอนของพระผู้เป็นเจ้าในเรื่องของความยุติธรรม แล้วพยายามดำเนินการตามปณิธานของพวกเราให้บรรลุผลให้จงได้”
ลินคอล์น เป็นประธานาธิบดีคนที่ 16 ของอเมริกา เมื่อ ค.ศ. 1861 ในวันดำรงตำแหน่งเขาใช้คำปราศรัยที่หนักแน่นจริงใจ มีพลังโดยการประกาศรับรองต่อฝ่ายต่อต้านทางใต้ว่า การเปลี่ยนแปลงระบบทาสจะไม่เกิดปัญหาแน่นอน และยืนหยัดที่จะรักษาปกป้องชาติให้มั่นคงถาวร
ลินคอล์น ขยันเรียนตั้งแต่วัยเด็ก รักการอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ บางครั้งยอมเดินทางไปหลายไมล์เพื่อขอยืมหนังสือเพียงเล่มเดียว เขาตั้งใจอ่านหนังสือที่เป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์และสร้างจินตนาการ โดยเฉพาะตำรากฎหมายเป็นวิชาการที่เขาชื่นชอบเป็นพิเศษทีเดียว
เขาสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวของชาติบ้านเมือง แต่เกลียดชังความอยุติธรรมอย่างเข้ากระดูกดำ เขามองว่าระบบทาสเป็นระบบที่ผิดพลาด มีโทษอย่างร้ายแรงต่อมนุษยชาติ
เมื่อเริ่มชีวิตทางการเมือง เขาได้เปิดสำนักงานทนายความพเนจรไปตามรัฐเล็กๆ ต่างๆ เพื่อเชิดชูความยุติธรรม เสรีภาพ ภราดรภาพ จนได้รับขนานนามว่า “อับราฮัมผู้ซื่อตรงต่ออุดมการณ์”
เมื่อตอนได้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาแห่งชาติ ทนายความลูกทุ่งผู้มาจากบ้านนอกคอกนาผู้นี้ได้แสดงวิสัยทัศน์และบทวิจารณ์เกี่ยวกับระบบทาสของเขาดังกระหึ่ม ได้รับการลงตีพิมพ์จากสื่อหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศ
ชีวิตการต่อสู้การเมือง ลินคอล์นก็เคยแพ้การเลือกตั้งเช่นกัน แต่ด้วยจุดยืนที่มั่นคงและบุคลิกภาพอันอ่อนน้อมถ่อมตนของเขา ทำให้สามารถคว้าเอาตำแหน่งสูงสุดของประเทศ ประธานาธิบดีคนที่ 16 หลังจากนั้นเพียง 2 ปีให้หลัง
ลินคอล์น เข้าปฏิบัติหน้าที่ประธานาธิบดีไม่ถึง 6 อาทิตย์ ชาวใต้ก็ได้เปิดศึกโจมตีอาณาบริเวณรัฐบาลเขาอย่างหนักหน่วง จนเป็นการเปิดสงครามเหนือ-ใต้หน้าใหม่ ณ บัดนั้น แต่เขามีความเชื่อว่ามีวิธีที่จะช่วยรัฐบาลโดยการประกาศรับสมัครพลรบ
ระหว่างการสู้รบอย่างโหดเหี้ยมใช้เวลาถึง 4 ปีเต็ม ทว่าผู้นำอย่างเขาก็ไม่ย่อท้อ ทำการสู้รบอย่างทรหดอดทนด้วยกำลังใจที่แข็งแกร่ง ทั้งที่บางครั้งถูกวิจารณ์ในแง่ลบ ตลอดจนการถูกขู่ปองร้ายต่อชีวิตก็ตาม
เขาประกาศปฏิญญาปลดปล่อยทาสให้เสรีชนเท่าเทียมกันตามกฎหมายอย่างห้าวหาญ ทำให้อนารยชนที่เป็นทาสจำนวนมากได้รับกลิ่นอายแห่งอิสรภาพโดยทั่วกัน
ในระหว่างการสงครามอย่างดุเดือด เขาได้ปราศรัยเตือนใจชาวอเมริกาด้วยประโยคเรียบง่าย กินใจ ถูกจดจำตลอดจากผู้ฟังว่า พวกเราอยู่ที่นี่ต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด สำหรับการสร้างรัฐบาลที่ทำเพื่อความสุขของประชาชนอย่างยั่งยืน อมตะนิรันดร์กาล
เจ้าของทำเนียบขาวผู้นี้ เต็มเปี่ยมไปด้วยการุณยธรรม ยอมเจ็บปวดลำบาก ร่วมทุกข์ร่วมสุข เป็นหนึ่งเดียวกับประชาชนในทุกเวลา
ระหว่างลินคอล์นได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีครั้งที่สอง ซึ่งเป็นเวลาที่ฝ่ายใต้ของประเทศยอมแพ้สงครามพอดี และสงครามระหว่างฝ่ายเหนือ-ใต้ ที่สู้รบกันมายาวนานก็ได้สงบลงพอดี
ฉะนั้น ลินคอล์นเป็นต้นแบบนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่ทำให้อนารยชน (ทาส) ได้รับสถานะของความเป็น “คน” อย่างสมบรูณ์ มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันทางกฎหมายจนเป็นที่ยกย่องไปทั่วโลก
จึงเป็นแบบอย่างที่ดีของการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ และลดความขัดแย้งของคนในชาติ สำเร็จลุล่วงตามปณิธานที่ตั้งไว้ ด้วยคำประกาศกล่าวเตือนชาวอเมริกาด้วยประโยคที่เรียบง่ายแต่กินใจ จนถูกจดจำจนถึงปัจจุบัน ปลุกเร้าว่า “ทุกคนต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเป็นหนึ่งเดียวกับรัฐบาล เพื่อสร้างสรรค์รัฐบาลที่ทำเพื่อความสงบสุขของประชาชนอย่างแท้จริง”
ดังนั้น การจะทำการที่ผู้คนคิดไม่ถึงให้ไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ให้ลุล่วง ผู้นำรัฐบาลที่มีความตั้งใจจริงในการทำประโยชน์ให้ชาติบ้านเมือง ย่อมต้องยอมทนเจ็บปวดกับคำนินทาที่ไม่สร้างสรรค์บ้างเป็นธรรมดา เพื่อให้เป้าหมายในการปรองดองบรรลุผลสำเร็จในที่สุด
ทั้งนี้ เมื่อ “ลินคอล์น” ได้ทำให้อนารยชนกลายเป็น “คน” ตามกฎหมายเพื่อลดละความขัดแย้งของคนในชาติระหว่างคนผิวขาวกับผิวดำ ซึ่งเป็นคนต่างเชื้อชาติศาสนาได้สำเร็จ
แต่ประเทศไทยของเราทั้งคนสีแดงหรือสีเหลือง ก็เป็นคนเชื้อชาติเดียวกัน มาจากบรรพบุรุษชาติไทยด้วยกันแท้ๆ ทำไมจะสร้างความปรองดองให้เกิดการรวมใจเป็นหนึ่งเดียวไม่ได้??!
ผู้เขียนจึงเชื่อในความหวังดีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำรัฐบาลที่มีต่อบ้านเมือง เพราะได้ใช้ความพยายามและการเน้นให้ความสำคัญในเรื่องของการปรองดองของคนในชาติที่ปรากฏเป็นข่าวตลอดมา
หากมีการดำเนินการปลดปล่อยชาวบ้านหลงผิดจนตกเป็นนักโทษการเมืองในเหตุการณ์ 2552-2553 ดังกล่าวให้พ้นจากทุคติภูมิดังกล่าว ด้วยอำนาจที่มีอยู่ ท่ามกลาง Timing อันดีในขณะนี้ เพื่อเป็นก้าวย่างแรกไปสู่การปรองดองอย่างเป็นรูปธรรม เหมือนคำประกาศิตอันศักดิ์สิทธิ์ของลินคอล์นแล้วไซร้ รัฐบาลนอกจากจะได้รับความศรัทธาจากประชาชนคนในชาติแล้ว ยังอาจจะได้รับการชื่นชมจากนานาอารยประเทศอย่างกึกก้องอีกด้วย







