
การปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอังกฤษ (17)
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
สส.พรรคแรงงานคนสำคัญที่ผลักดันการปฏิรูปกฎหมายทำแท้งอีกท่านหนึ่ง คือ ปีเตอร์ เอ็ม แจ็คสัน เป็น สส.ช่วง พ.ศ. 2509-2513 ทำหน้าที่เป็นนักล็อบบี้อย่างไม่เป็นทางการในพรรคแรงงานในเรื่องนี้
บทบาทสำคัญของ สส.ปีเตอร์ แจ็คสัน คือ ทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” (Catalyst) โดยเริ่มสนใจเรื่องนี้จากประสบการณ์ส่วนตัว ที่ได้คุ้นเคยกับครอบครัวหญิงผู้ใช้แรงงานในเมืองเชฟฟีลด์ที่ต้องแบ่งรายได้ไปจุนเจือเพื่อนบ้านที่สามีมีรายได้ไม่พอเพียง แต่ต้องเลี้ยงดูลูกถึง 3 คน เธอมีอาชีพรับ “ทำแท้งเถื่อน” เธอถูกจับและถูกลงโทษจำคุก 4 ปี ปีเตอร์ แจ็คสัน ไปเยี่ยมครอบครัวของเธอและพบปัญหามากมาย เมื่อครอบครัวขาดผู้หญิงที่แข็งแกร่งอย่างเธอไป ปีเตอร์จึงคิดว่าต้องมีวิธีอื่นในการแก้ปัญหาเช่นนี้ เพราะผู้หญิงจะตัดสินใจทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อครอบครัวของเธอ ไม่ว่าจะถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย
ปีเตอร์รู้สึกเกลียดผู้พิพากษาที่ตัดสินลงโทษเธอ เรื่องนี้ค้างคาอยู่ในใจของปีเตอร์เรื่อยมา
ต่อมาเขาได้รับเลือกตั้งเป็น สส.เมื่อ พ.ศ. 2509 ซึ่งเป็นช่วงที่มีคนรุ่นใหม่ๆ กลุ่มใหญ่ได้รับเลือกเป็น สส.ในพรรคแรงงาน ปีเตอร์ได้รับรู้ว่าปัญหาบีบคั้นที่ค้างคาใจเขานั้น มี สส.หลายคนในพรรคมีความรู้สึกร่วมด้วย ช่วงนั้นพรรคแรงงานนำโดย ฮาโรลด์ วิลสัน คุมเสียงข้างมากในสภาและได้จัดตั้งรัฐบาล ปีเตอร์รู้สึกขมขื่นใจมากที่ฮาโรลด์ วิลสัน ไม่สนใจที่จะแก้ปัญหานี้ขณะที่สนับสนุนสหรัฐในสงครามเวียดนาม วิลสันสนใจเรื่องปัญหาปากท้องซึ่งผลที่สุดก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก แต่ความที่วิลสันไม่สนใจปัญหาสังคม ก็เป็นโอกาสให้บุคคลอย่างปีเตอร์ และเดวิด สตีล สามารถเสนอกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาสังคมอย่างกฎหมายว่าด้วยการทำแท้งและหย่าร้าง ในฐานะร่างกฎหมายของ สส.เอง (Private Member’s Bill) เมื่อเดวิด สตีล ได้รับโอกาสและรับเป็นผู้เสนอร่างกฎหมายนี้ ปีเตอร์ก็มองเห็นโอกาสที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในสังคมอังกฤษ
บทบาทของปีเตอร์ในการรณรงค์เรื่องนี้ คือ การจัดการรวบรวมเสียง สส. เพื่อให้แน่ใจว่ามีผู้สนับสนุนอย่างเพียงพอ โดยต้องให้ได้คะแนนเสียงถึง 100 เสียง ปีเตอร์ยอมรับว่าในเวลานั้นเขาสนใจที่จำนวนคะแนนเสียงมากกว่าคุณภาพของการอภิปราย เขาทำงานหนักจนแน่ใจว่ามี “กองกำลัง” ในมืออย่างเพียงพอ ปีเตอร์วิเคราะห์ว่าฝ่ายค้านส่วนมากมิได้คัดค้านด้วยเหตุผลเป็นหลัก แต่จะคอยอาศัยจังหวะเวลาเพื่อ “เขี่ย” กฎหมายให้ตกไป ยุทธศาสตร์สำคัญจึงต้องดำเนินการเพื่อให้มีเวลาอย่างพอเพียง ทั้งในสภาและในชั้นกรรมาธิการ เพื่อผลักดันให้กฎหมายผ่านออกมาให้ได้
ปีเตอร์รวบรวม สส.ให้เขียนจดหมายถึงรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เวลาอย่างพอเพียงสำหรับร่างกฎหมายนี้ ดักลาส ฮูตันได้เปิดเผยในภายหลังว่า เมื่อเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ฮาโรลด์ วิลสัน เกรงจะเสียคะแนนเสียงสนับสนุนในเขตตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นคาทอลิก วิลสันสนใจประเด็นนี้เรื่องเดียวเท่านั้น ขณะที่ทั้ง สส. และบุคคลในคณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่ต้องการการเปลี่ยนแปลง
ในเขตเลือกตั้งของปีเตอร์เอง ประชากรส่วนใหญ่ก็เป็นคาทอลิก และมีประชาชนตั้งแถว (Bee-Line) คัดค้านปีเตอร์ ในพรรคแรงงานเอง ปีเตอร์ก็โดนเสนอให้ลงมติไม่ไว้วางใจถึง 2 ครั้ง โดย สส.ที่เป็นคาทอลิกในข้อหาทำให้พรรคสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียเสียงข้างมากในสภา เพราะเวลานั้นเสียงของพรรคแรงงานมีเหนือคู่แข่งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โชคดีที่ข้อเสนอทั้งสองครั้งตกไป ปีเตอร์ถูกตั้งฉายาว่าเป็นตัวร้ายคือ “เฮร็อด” ต่อมาพรรคแรงงานแพ้เลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไป ปี พ.ศ. 2513 ปีเตอร์ก็แพ้เลือกตั้งโดยเฉพาะจากการลงคะแนนของกลุ่มประชากรคาทอลิก แม้จะมีประชาชนจำนวนไม่น้อยไปพบเจ้าหน้าที่ที่ทำงานให้ปีเตอร์ แจ้งว่าไม่พอใจมากกับคำเทศน์ของพระในโบสถ์ก็ตาม ปีเตอร์ต่อสู้เรื่องนี้โดยเปิดเผย ไม่มีการปกปิด ขณะที่ฝ่ายคัดค้านส่วนหนึ่งไม่กล้าแสดงออกเพราะประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนการปฏิรูปกฎหมายนี้
ตอนนั้นปีเตอร์คิดว่าการต่อสู้เรื่องนี้น่าจะช่วยให้เขาได้รับเลือกตั้ง การต่อสู้เรื่องนี้ในสภาสร้างความเครียดให้แก่เขามาก แต่ก็สร้างความพึงพอใจให้เขามากจากงานนี้ ปีเตอร์รู้สึกมีความสุขมาก เมื่อกฎหมายนี้ผ่านสภาในวาระสอง ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น เมื่อกฎหมายผ่านสภาออกมาจนตลอดรอดฝั่ง ปีเตอร์จึงมีความสุขมากและดีใจที่ได้แก้ปัญหาให้แก่ประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ
ในฐานะนักการเมือง แม้กฎหมายจะผ่านสภาออกมาในลักษณะประนีประนอม หลายเรื่องสำคัญตกไป แต่โดยรวมกฎหมายนี้ก็เป็นก้าวกระโดครั้งใหญ่ ไม่เพียงมีผลเฉพาะในอังกฤษเท่านั้น แต่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในยุโรปตะวันตก (ขณะที่ยุโรปตะวันออกซึ่งเป็นประเทศสังคมนิยมก้าวหน้าไปมากในเรื่องนี้ก่อนหน้านั้นนานแล้ว) ปีเตอร์ยอมรับว่า ในการต่อสู้ผลักดันครั้งนั้น เขาต้องต่อสู้กับวิชาชีพแพทย์อย่างหนัก โดยเฉพาะสูติแพทย์และนรีแพทย์ที่มีชื่อเสียงหลายคนถึงขั้น “เกลียดชัง” พวกเขา ถ้าไม่มีการประนีประนอมยอมให้อำนาจการใช้ดุลพินิจอยู่ในมือแพทย์สองคน ก็อาจมีปัญหามากกว่านี้ เดวิด สตีล ถูกกดดันจากทุกทิศทุกทาง โดยเฉพาะจากวิชาชีพแพทย์ และเดวิด สตีล ดูจะฟังเสียงจากกลุ่มนี้มากกว่ากลุ่มอื่นๆ
ปีเตอร์เห็นว่าปัญหานี้ควรให้เป็นดุลพินิจของผู้หญิงที่จะตัดสินใจ การให้อำนาจตัดสินใจไปอยู่ในมือแพทย์สองคน ย่อมทำให้หญิงที่มีปัญหาตกอยู่ในฐานะลำบาก บางคนโชคดีก็ได้รับความเห็นใจ แต่บางคนอาจจะไม่ ปีเตอร์เห็นด้วยกับ “อุปลักษณ์” (metaphor) หรือคำเปรียบเปรยของ ซีโมน เดอ โบวัวร์ นักเขียนสตรีคนสำคัญ ที่กล่าวว่า “สำหรับผู้หญิง เสรีภาพเริ่มต้นที่มดลูก” เขาไม่เชื่อว่าผู้ชายจะเข้าใจดีถึงเรื่องของการอุ้มท้อง เมื่อต้องทำหน้าที่ตัดสินชะตาชีวิตของผู้หญิง ยังมีปัญหาเรื่องความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจในเรื่องที่แม้เป็นเรื่องง่ายๆ เช่นนี้ ในทัศนะของปีเตอร์ แจ็คสัน จึงเห็นว่า กฎหมายทำแท้งของอังกฤษยังไม่ได้ให้เสรีภาพเต็มที่แก่ผู้หญิง แต่ก็มาไกลมากในการที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น







