
สารเตือนจาก เมอร์ส โรคระบาดเขย่าศก.โลก
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
“สาม ความท้าทายที่ยากจะต่อกรที่โลกกำลังเผชิญอยู่และทำให้ผมไม่อาจข่มตาหลับได้ ประการแรกคือการยุติความยากจนภายใน 15 ปี ประการที่สองคือการเตรียมการรับมือกับโรคระบาดที่อาจจะร้ายแรงมากยิ่งกว่าที่เราเคยประสบมา และประการที่สามคือการต่อสู้กับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาโลกใบนี้ให้กับลูกหลานในอนาคต”
คำกล่าวข้างต้นคือสุนทรพจน์ของ จิมยองคิม ประธานเวิลด์แบงก์ในระหว่างเข้าร่วมการประชุมที่มหาวิทยาลัยเกอเธ ในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี ตามคำเชิญของธนาคารบุนเดสแบงก์ เมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า ข้อความในสุนทรพจน์ข้างต้นมีประเด็นใหม่ที่ค่อนข้างทันสมัยไม่น้อย นั่นคือการเอ่ยถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจากปัญหาการระบาดของโรคภัยร้ายแรงต่างๆ หรือที่เรียกกันว่า “แพนเดอมิก” (Pandemic)
และกลายเป็นประเด็นข้อสงสัยที่น่าสนใจต่อไปอีก ว่า การระบาดของโรคกลุ่มอาการทางเดินหายใจตะวันออกกลาง(เมอร์ส) ที่กำลังเป็นปัจจัยร้อนในปัจจุบันเข้าข่ายแพนเดอมิกที่มีฤทธิ์ฉุดเศรษฐกิจโลกหรือไม่
ก่อนอื่นต้องยอมรับกันเสียก่อนว่า “แพนเดอมิก” ไม่ใช่ศัพท์ใหม่ที่เพิ่งมีการบัญญัติขึ้นแต่อย่างใด และการพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างการแพร่ระบาดกับเศรษฐกิจโลกนั้น มีการเอ่ยถึง บ่นถึง หรือเตือนถึง นักลงทุนและรัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลกมาแล้วหลายครั้ง อย่างน้อยก็ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา
ผู้เชี่ยวชาญได้ให้นิยาม “แพนเดอมิก” ไว้ว่า เป็นการระบาดที่ไม่เพียงแต่ทำให้มีปริมาณผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากมายมหาศาลเท่านั้น แต่การระบาดดังกล่าวยังนำไปสู่ผลลบทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม
กระทบถึงขนาดที่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งออกโรงเตือนตั้งแต่เมื่อปี 2013 ว่า หากโลกเผชิญหน้ากับการระบาดของโรคครั้งใหญ่อีกครั้ง เศรษฐกิจโลกมีสิทธิเผชิญหน้ากับภาวะถดถอยทันที
ตัวอย่างที่น่าจะเป็นที่จดจำกันได้อย่างขึ้นใจเป็นอย่างดี ก็คือการระบาดของโรคกลุ่มอาการโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (ซาร์ส) ช่วงปี 2003 นั่นเอง
แน่นอนว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจทางตรง ก็คือค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อทั้งหลาย ไล่เรียงตั้งแต่ค่ายา ค่าหมอ และค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของโรคยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทางอ้อมที่ตามมาด้วยเช่นกัน โดยในช่วงที่โรคซาร์สระบาดหนัก มีการประเมินว่า รายได้ของผู้ประกอบการสายการบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกดิ่งลงถึง 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่สายการบินในอเมริกาเหนือก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยมีรายได้ลดลงราว 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกก็ซบเซาลงด้วย โดยรายได้สุทธิของปาร์ค เพลซ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ บริษัทเครือธุรกิจการพนันและโรงแรม อย่าง ซีซาร์ พาเลซ ในลาสเวกัสร่วงลงมากกว่า 50% ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2003 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากนักท่องเที่ยวเอเชียกลัวเสี่ยงติดโรคซาร์สจึงหลีกเลี่ยงการเดินทางท่องเที่ยว
ยิ่งไปกว่านั้น ความกลัวและวิตกกังวลต่อโรคซาร์สยังกระทบไปถึงภาคธุรกิจที่ต้องพบปะลูกค้าเพื่อทำยอดขาย เช่น เอไอจี ที่มีรายงานว่ารายได้ลดลงเกือบ 30% ในเอเชีย เพราะพนักงานไม่กล้าออกไปพบลูกค้า
เดนนิส แคร์รอล ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการพัฒนานานาชาติด้านภัยคุกคามโรคใหม่และโรคอุบัติใหม่ของสหรัฐ ระบุว่าผลกระทบที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นเป็นเพียงผลทางอ้อมที่สามารถวัดเป็นตัวเลขให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
“ตัวขับเคลื่อนการระบาดที่มีต่อเศรษฐกิจไม่ใช่แค่ยอดตายหรืออัตราความเจ็บป่วย แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของประชาชน” แคร์รอล กล่าวก่อนอธิบายเพิ่มเติมว่า ความกลัวเป็นปัจจัยที่วัดได้ยาก และเพราะกลัวอาจทำให้คนไม่ไปทำงาน ไม่จับจ่าย ซึ่งในที่สุดก็จะทำให้ความต้องการบริโภคลดฮวบลง และหากการระบาดกินเวลายาวนานหลายเดือนก็จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตในที่สุด
ด้านเวิลด์แบงก์อธิบายในทำนองที่คล้ายกัน โดยระบุให้เข้าใจง่ายขึ้นว่าเป็นความพยายามของผู้คนในการหลบเลี่ยงไม่ให้ตัวเองติดโรค ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เหล่านักเศรษฐศาสตร์ยอมรับว่ายังไม่มีการศึกษาอย่างจริงจัง แต่อย่างน้อยความกลัวที่เกิดขึ้นนั้นมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
หลักฐานยืนยัน ก็คือสถานการณ์ของจีนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2003 ที่ประชาชนส่วนใหญ่ขังตัวเองอยู่แต่ในบ้านเพื่อไม่ให้ติดโรคซาร์ส ที่แพร่เชื้อผ่านทางลมหายใจ โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ส ต้องตัดลดการให้บริการลงถึง 71% สั่งพนักงาน 6,600 คน หยุดพักแบบไม่จ่ายเงินเดือน การท่องเที่ยวสิงคโปร์ร่วง 70% กระเทือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ถึง 400 ล้านเหรียญสหรัฐ
ไม่เพียงแต่กระเทือนต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเดินทางเท่านั้น อุตสาหกรรมขนส่งอย่างเฟดเอ็กซ์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนโทรคมนาคมอย่างนอร์เทล หรือผู้ผลิตเครื่องสำอางอย่างเอสเต ลอว์เดร์ ก็ได้รับผลกระทบในเรื่องรายได้ไม่ต่างกัน
เวิลด์แบงก์ ประเมินว่า การระบาดของซาร์สส่งผลให้มีการสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.48 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และแม้ว่าสหรัฐกับยุโรปจะมีมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการสูญเสียได้ แต่การระบาดดังกล่าวก็ทำให้จีดีพีโลกหายไปถึง 3.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าหวาดหวั่นมากกว่า ก็คือข้อเท็จจริงด้านสาธารณสุขที่ระบุชัดว่าโรคซาร์สไม่ได้ร้ายแรงน่ากลัวอย่างที่ใครหลายคนคิดกันไว้ โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคซาร์สในช่วงเวลาประมาณ 1 ปี ที่ 916 คน เมื่อเทียบกับโรคไข้ตามฤดูกาลที่มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 111 ล้านคน/ปี ในสหรัฐ
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ก็คือว่าการแพร่ระบาดของโรค ส่งผลต่อจิตวิทยาของผู้บริโภคจนบั่นทอนและขัดขวางการดำเนินการทางเศรษฐกิจต่างๆ และมีผลรุนแรงถึงขนาดทำให้เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะถดถอยได้เลยทีเดียว
ทั้งนี้ เมื่อปี 2008 เวิลด์แบงก์ออกรายงานเตือนชัดว่า เศรษฐกิจโลกอาจตกอยู่ในภาวะถดถอยครั้งใหญ่ หากเกิดการระบาดครั้งใหญ่ โดยมีการประเมินว่า ถ้าเกิดการระบาดเหมือนไข้หวัดฮ่องกงในปี 1968-1969 จีดีพีโลกจะร่วงลงถึง 0.7% หรือเกิดการระบาดในระดับเดียวกับไข้หวัดสเปน จะบั่นทอนผลผลิตเศรษฐกิจถึง 4.8%
เท่านั้นไม่พอ รายงานดังกล่าวยังเตือนอีกว่า ถ้ามีการระบาดครั้งใหญ่ ประเทศกำลังพัฒนาน่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะมีจำนวนประชากรหนาแน่นและประชากรส่วนใหญ่ยังมีฐานะยากจน
ยังไม่นับรวมต้นทุนความเสียหายต่างๆ เช่น การปิดโรงเรียน หรือการหยุดงาน โดย บรูซ ลี รองศาสตราจารย์จากศูนย์การแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้คนมีรายได้ลดลงและต้องใช้จ่ายอย่างรอบคอบรัดกุมมากขึ้น จนกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในที่สุด
บทเรียนและตัวอย่างจากซาร์สทำให้นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งอดหยิบยกประเด็นการระบาดของเมอร์สขึ้นมาไม่ได้ เพราะกลัวเหตุประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์และข้อมูลในปัจจุบัน นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ไวรัสเมอร์สยังไม่อาจเทียบเคียงกับโรคซาร์ส หรือแม้กระทั่งโรคอีโบลาได้
อย่างแรกสุด ก็คือการติดเชื้อโรคซาร์สสามารถแพร่เชื้อทางลมหายใจ อีโบลาติดต่อจากการสัมผัสสารคัดหลั่ง อย่างเลือดหรือเหงื่อ ขณะที่โรคเมอร์สยังไม่เป็นที่แน่ชัด นอกจากการติดต่อส่วนใหญ่มาจากการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย
อย่างที่สอง คืออัตราการเสียชีวิต สำหรับโรคเมอร์สอยู่ในระดับที่ค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับอีโบลาซึ่งอยู่ระหว่าง 60-70% และซาร์ส ซึ่งอยู่ที่ 40%
ขณะเดียวกัน ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่สามารถประเมินได้จากเมอร์สในขณะนี้ ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจเพียงไม่กี่ประเทศ ซึ่งหลักๆ ก็คือประเทศที่มีการระบาดหนักอย่างเกาหลีใต้
ทั้งนี้ แม้การระบาดของไวรัสเมอร์สจะไม่น่าเกรงขามเท่ากับโรคซาร์ส หรือหนักหน่วงเท่าไวรัสอีโบลา แต่อย่างน้อยเมอร์สก็เป็นเหมือนสัญญาณเตือนภัยขั้นต้นที่ทำให้แทบทุกประเทศทั่วโลกตระหนักมากขึ้นว่าการเตรียมตัวเตรียมพร้อมเพื่อป้องกันรับมือกับโรคระบาดจำเป็นและสำคัญมากเพียงใด







