
เจ้าท่าเปิดเวทีรับฟังท่าเรือปากน้ำลึกปากบาราต้นปี59
อีก 4 เดือน อีเอชไอเอท่าเรือปากบาราเริ่มต้น"เจ้าท่า" จ่อเปิดเวทีรับฟังความเห็นต้นปี 59 ระบุ คนในพื้นที่เจ็บปวดแน่
อีก 4 เดือน อีเอชไอเอท่าเรือปากบาราเริ่มต้น"เจ้าท่า" จ่อเปิดเวทีรับฟังความเห็นต้นปี 59 ระบุ คนในพื้นที่เจ็บปวดแน่
นายจุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม กล่าวในเวที “เมกะโปรเจคภาคใต้ ท่าเรือน้ำลึกปากบารา ข้อเท็จจริงจากภาครัฐ” ซึ่งจัดโดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมตอนหนึ่งว่า หากรัฐบาลอนุมัติงบประมาณปี 2559 จำนวน 120 ล้านบาท เพื่อจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา ก็จะดำเนินการได้ทันทีภายในเดือน ต.ค.นี้ และคาดว่าจะสามารถจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ (Public Scoping) หรือ เวที ค.1 ได้ในต้นปี 2559
“ผลกระทบจะเกิดขึ้นกับคนในพื้นที่แน่ๆ เต็มๆ โดยเฉพาะช่วง 3 ปีของการก่อสร้าง แต่โครงการนี้จำเป็นต้องดูกันในระยะยาว แน่นอนว่าคนเจนเนอเรชั่นนี้ซัฟเฟอร์ (ทุกข์ทรมาน-เจ็บปวด) แน่ แต่ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นกับคนในรุ่นที่ 2 รุ่นที่ 3 ฉะนั้นขึ้นอยู่กับว่าใครจะทนได้ขนาดไหนยังไง เพราะในระยะยาวคุ้มค่าที่จะทำ” นายจุฬา กล่าว
นายจุฬา กล่าวอีกว่า ท่าเรือน้ำลึกปากบาราเป็นท่าเรือเพื่อการขนส่งเช่นเดียวกับท่าเรือแหลมฉบัง คืออาจมีการผลิตในเขตท่าเรือบ้างแต่เป็นอุตสาหกรรมเบา ซึ่งจะแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับท่าเรือมาบตาพุดที่เป็นอุตสาหกรรมหนักท่าเรือปากบาราจะเน้นการนำเข้าและส่งออกเป็นหลัก สินค้าทุกอย่างจะอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์จึงจะไม่มีอะไรหลุดลอยออกมา ท่าเรือปากบาราจะเป็นท่าเรือสีเขียวแห่งแรกของประเทศไทย
“ยืนยันว่าจะไม่มีนิคมอุตสาหกรรมขึ้นใน จ.สตูล แต่อาจจะมีขึ้นระหว่างทางรถไฟได้ ซึ่งที่สุดแล้วการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (เอสอีเอ) จะเป็นตัวบอกว่าพื้นที่ไหนเหมาะสมกับอะไร” นายจุฬา กล่าว
สำหรับการจัดทำ เอสอีเอ ซึ่งใช้งบประมาณปี 2558 จำนวน 50 ล้านบาท และจะเริ่มต้นในเดือน ต.ค.นี้ กำหนดขอบเขตการศึกษาทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยพิจารณาผลกระทบในพื้นที่ที่จะก่อสร้างท่าเรือ จ.สตูล จ.สงขลา ทางรถไฟ ถนน รวมถึงท่อก๊าซ เพื่อรองรับหากมีโครงการเกิดขึ้นในอนาคต
“เอสอีเอจะเป็นตัวสร้างความเข้าใจในพื้นที่ แต่จะเป็นการประเมินในมิติต่างๆ โดยไม่ต้องลงพื้นที่จริง และหากผลการศึกษาออกมาว่าไม่คุ้มค่าก็คงต้องพับโครงการล้มเลิกท่าเรือปากบารา” นายจุฬา กล่าว
นายวุฒิชัย เจนการ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ทรัพยากรใน จ.สตูล มีความสมบูรณ์มาก พบโลมา 2-3 ตัว ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดอย่างชัดเจน ยังไม่นับหญ้าทะเลที่มีจำนวนมากกว่า 1.5 หมื่นไร่ ในขณะที่ทั่วประเทศมีรวมกัน 1.18 แสนไร่ เท่านั้น ความสมบูรณ์เหล่านี้ไม่สามารถประเมินมูลค่าเป็นตัวเงินได้
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้มีการตั้งข้อสังเกตจากนักวิชาการและประชาชนในพื้นที่ ว่ารัฐบาลมีความพยายามจะผลักดันให้พื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ จ.สตูล เป็นศูนย์กลางการขนส่งธุรกิจปิโตรเคมี







