
มรสุมแรงงาน-ค่าเงิน ถล่มจีนข่าวดีส้มหล่นของเอเชีย
ข่าวร้ายของจีนในวันนี้ ก็กำลังกลายเป็นข่าวดีที่ทำให้เพื่อนบ้านเอเชีย “ส้มหล่น” ไปด้วยไม่แพ้กัน
ข่าวร้ายของจีนในวันนี้ ก็กำลังกลายเป็นข่าวดีที่ทำให้เพื่อนบ้านเอเชีย “ส้มหล่น” ไปด้วยไม่แพ้กัน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
แน่นอนว่าพญามังกรจีนในวันนี้ คือมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ที่สามารถสร้างอิทธิพลได้อย่างใหญ่หลวงต่อเขตเศรษฐกิจทั่วเอเชีย ไม่แพ้อิทธิพลจากสหรัฐหรือฟากฝั่งยุโรป ข่าวดีของจีนอาจดันให้ตลาดหุ้นทั่วเอเชียขึ้นทะลุเพดาน
ทว่าข่าวร้ายของจีนในวันนี้ ก็กำลังกลายเป็นข่าวดีที่ทำให้เพื่อนบ้านเอเชีย “ส้มหล่น” ไปด้วยไม่แพ้กัน
ปัญหาด้านค่าแรงและสวัสดิภาพของแรงงานจีนนับล้าน ที่บางคนอาจเสียดสีว่าเป็นแรงงานนรก รวมถึงประเด็นเรื่องค่าเงินหยวนภายใต้การกดดันของหลายฝ่าย จนจีนต้องยอมผ่อนคลายท่าทีนั้น อาจเป็นมรสุมที่สั่นสะเทือนจีน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นข่าวดีของประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศอย่าง เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย และบังกลาเทศ ในฐานะฐานการผลิตทางเลือกใหม่
บรรดานักวิเคราะห์ต่างระบุว่า ปัญหาการสไตรก์ของแรงงานจีนตามโรงงานของต่างชาติ และแนวโน้มที่จีนต้องปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้สูงขึ้นไปอีก กำลังเป็นแรงผลักดันให้นักลงทุนต่างชาติบางรายหันไปพิจารณาประเทศอื่นๆ ที่ยังมีฐานค่าแรงในระดับต่ำแทน
เอเอฟพีระบุว่า มารี ปังเกสตู รัฐมนตรีพาณิชย์ของอินโดนีเซีย ได้กล่าวเอาไว้เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาว่ากำลังมีแนวโน้ม “ถาวร” ว่า บรรดาผู้ผลิตในอุตสาหกรรมรองเท้า จะโยกฐานการผลิตจากจีนมายังอินโดนีเซียแทน ซึ่งเรื่องนี้พิสูจน์ได้จากการลงทุนด้านอุตสาหกรรมการผลิตรองเท้าในแดนอิเหนาที่เพิ่มสูงขึ้น และมีมูลค่าการลงทุนรวมกันถึง 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.9 หมื่นล้านบาท) ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่บรูซ เจา นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์แคปิตอล ซีเคียวริตีส์ ในไต้หวัน กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าแรงอย่างกะทันหันในจีนยิ่งเพิ่มแรงกระเพื่อมของปัญหาในอุตสาหกรรมภาคการผลิต จากปัญหาเดิมที่มีอยู่แล้วเรื่องผลกำไรที่ลดลง ซึ่งเป็นผลพวงของภาวะเศรษฐกิจโลก
“โรงงานต่างๆ อาจยังไม่ได้ย้ายออกจากจีนในเร็ววันนี้ ทว่าก็มีแนวโน้มอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในระยะยาว” เจา กล่าวกับเอเอฟพี
ทางด้าน เฟง เตย์ กรุ๊ป จากไต้หวัน บริษัทผู้ผลิตซึ่งเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ 1 ใน 6 ป้อนให้กับ ไนกี้ บริษัทอุปกรณ์การกีฬาชื่อดังในสหรัฐ กล่าวว่า ทางบริษัทมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าในโรงงานที่ประเทศอินเดียแทน สวนทางกับฐานการผลิตในจีนที่หดตัวลง โดยเมื่อปีที่แล้ว เฟง เตย์ กรุ๊ป ผลิตรองเท้าถึง 51 ล้านคู่ หรือคิดเป็นสัดส่วน 20% ภายใต้โรงงานผลิตรองเท้า 5 แห่งในประเทศจีน
“สัดส่วนการผลิตจะยิ่งลดลงอีกในปีถัดๆ ไป” เอมี เฉิน โฆษกของเฟง เตย์ กรุ๊ป กล่าว โดยทางบริษัทจะหันไปเดินหน้าแผนขยายกำลังการผลิตในอินเดียแทน ในอีก 5 ปีจากนี้ โดยมองว่าเป็นฐานการผลิตอีกแห่งหนึ่งที่มีศักยภาพน่าสนใจไม่แพ้จีน โดยมีแรงงานที่มีคุณภาพ ค่าแรงถูก และรัฐบาลอินเดียก็ยังพร้อมที่ผ่อนปรนในเรื่องต่างๆ ให้
นอกจากปัญหาเรื่องค่าแรงแล้ว ฟากธนาคารกลางของจีนยังได้ประกาศการตัดสินใจในที่สุด เมื่อเดือนที่แล้วว่า จะปล่อยให้เงินหยวนลอยค่าได้อย่างเสรีมากขึ้น แม้จะย้ำด้วยว่าคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทันที
ทว่าแม้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ค่าเงินหยวนของจีนก็ได้ปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปีเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ หลังการประกาศเพียงไม่กี่วัน ก่อนจะที่ปรับลดลงมาได้ด้วยการควบคุมเรื่องการซื้อขายเงินตราอย่างเข้มงวดของทางการจีน
และยิ่งเงินหยวนแข็งค่ามากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งเป็นอุปสรรคต่ออุตสาหกรรมการผลิตของจีนมากขึ้นเท่านั้น กับเรื่องค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้น หลังจากที่จีนได้เปรียบทั่วโลกมาโดยตลอดกับการเป็นฐานการผลิตที่มีค่าแรงราคาถูก
เมื่อหันไปดูการผลิตของโรงงานอิเล็กทรอนิกส์จากญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง ทางตอนเหนือของจีนก็พบว่า โรงงานแห่งนี้ต้องระงับการผลิตลงชั่วคราวตั้งแต่วันอังคารจนถึงวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังพนักงาน 3,000 คน สไตรก์หยุดงานขอขึ้นค่าแรงและสิทธิประโยชน์ ซึ่งนับเป็นอีกครั้งของการหยุดงานประท้วงที่โรงงานต่างชาติในจีน และสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจของแรงงานนับล้านที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ก่อนหน้านี้ 2 โรงงานผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่างบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ และฮอนด้า มอเตอร์ ก็ต้องสั่งระงับการผลิตลงชั่วคราวในจีนจากปัญหาดังกล่าวหลายต่อหลายครั้งมาแล้ว เช่นกัน
แม้แต่หนังสือพิมพ์ ไชนา เดลี ของทางการจีนเองยังต้องออกโรงเตือนถึงยุคแรงงานราคาถูกที่กำลังจะจบลงในจีน
ขณะนี้ บังกลาเทศซึ่งมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำถูกที่สุดในโลก เพียงเดือนละ 25 เหรียญสหรัฐ (ราว 815 บาท) จึงเป็นตัวเลือกที่คาดจะขึ้นมาแทน ทว่า ทั้งนี้บังกลาเทศก็ต้องเร่งแก้ปัญหาข้อพิพาทด้านแรงงานที่เรื้อรังมานาน และปัญหาด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานของตนเองเสียก่อนเช่นกัน
ปัญหาเช่นนี้ทำให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายพุ่งเป้าไปที่ตัวเลือกใหม่อย่าง เวียดนาม แทน โดยเมื่อเดือน ก.ย.ปีที่ผ่านมา บริษัทเอ็มเอชไอ แอโรสเปซ เวียดนาม ซึ่งอยู่ในเครือของมิตซูบิชิ เฮฟวี อินดัสทรีส์ จากญี่ปุ่น ก็ได้เปิดตัวโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินเป็นครั้งแรกขึ้นที่นี่ โดยให้เหตุผลเรื่องค่าแรงราคาถูก
ขณะที่องค์การการค้าภายนอกญี่ปุ่น ก็ได้เปิดเผยผลการศึกษาวิจัยว่า แรงงานของภาคการผลิตในเวียดนามนั้น ได้ค่าจ้างโดยเฉลี่ยน้อยกว่าในจีนถึงเท่าตัว หรือราว 101 ต่อ 217 เหรียญสหรัฐ (ราว 3,300 ต่อ 7,100 บาท)
แม้แต่คาร์ลอส กอร์น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) แห่งค่ายนิสสัน มอเตอร์ ก็ยังประกาศเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตรถยนต์ในโรงงานที่ประเทศอินโดนีเซีย ที่เจ้าตัวบอกว่าหากแดนอิเหนาสามารถแก้ปัญหาเรื่องสาธารณูปโภคพื้นฐานได้ ก็น่าจะมีศักยภาพเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกที่สำคัญ
เป็นการส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกับคำกล่าวเมื่อก่อนหน้านี้ไม่นานว่า ทุกคนให้ความสนใจกับปัญหาสไตรก์ในจีนมากเกินไป และยังย้ำให้เห็นความจริงข้อหนึ่งได้ชัดเจนว่า
หากประเทศอื่นสามารถพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานทั้งท่าเรือ และสถานีรถไฟให้ดีขึ้นได้ เหมือนที่เวียดนามกำลังเดินหน้าอยู่ในขณะนี้ ใครๆ ก็อาจขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวกับจีนได้เหมือนกัน...







