
พท.ปรองดองภายในดันเป้า270เสียงตั้งรัฐบาลพรรคเดียว
ปัญหาใหญ่ที่ยังเป็นอุปสรรค และอาจทำให้ฝันกลับมาเป็นรัฐบาลกลายเป็นฝันค้าง คือ ความขัดแย้งในพรรคที่แก้ไม่ตก
ปัญหาใหญ่ที่ยังเป็นอุปสรรค และอาจทำให้ฝันกลับมาเป็นรัฐบาลกลายเป็นฝันค้าง คือ ความขัดแย้งในพรรคที่แก้ไม่ตก
โดย...ทีมข่าวการเมือง
กลับมาฮึดสู้อีกรอบ... เพราะนับตั้งแต่เหตุการณ์ชุมนุมที่คนเสื้อแดงเพลี่ยงพล้ำ จนถึงขณะนี้พรรคเพื่อไทยยังหายใจไม่พ้นผิวน้ำ
พรรคเสื้อแดงตกเป็นฝ่าย “ตั้งรับ” ที่ถูกรัฐบาลและ ศอฉ. สอบสวนเหตุการณ์ “พฤษภามหาโหด” เล็งขยายผลเอาผิดกับแกนนำเสื้อแดง แกนนำเพื่อไทย พรรคเพื่อไทย รวมถึง “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร และเครือญาติ เพื่อส่งฟ้องศาลข้อหาก่อการร้าย
บิ๊กแดงและเพื่อไทยนอกจากจะมีคดีร้ายแรงติดตัว การสอบสวนก็อาจนำไปสู่การ “ยึดทรัพย์” และ “ยุบพรรค” จากฐานความผิดก่อการร้ายอีก
ขณะที่นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตีปี๊บ ตั้งคณะกรรมการ “ปฏิรูป-ปรองดอง” ไม่เท่านั้นซานต้ามาร์ค ยังซัมมอร์เซลส์ออกนโยบายลด แลก แจก แถม กำลังสองสู่รัฐสวัสดิการ ชิงพื้นที่สื่อ จนฝ่ายค้านที่ยังไม่หายมึน “ทำไมฆาตกรยังอยู่ได้” เจอลูกเล่นพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยิ่งงงเป็นไก่ตาแตกเข้าไปอีก
แต่การกลับมารวมพลังสามัคคีของพลพรรคเพื่อไทย ในงานสัมมนา สส.พรรค เมื่อสุดสัปดาห์อย่างน้อยช่วยปลุกขวัญกำลังใจให้สู้กับอุปสรรคที่มองเห็นและมองไม่เห็นมากมาย
โดยเฉพาะการปรากฏตัวของ “ทักษิณ ชินวัตร” ผ่านวิดีโอลิงก์ครั้งแรกหลังเหตุการณ์ชุมนุม โชว์สดๆ ว่า สุขภาพแข็งแรง หน้าตาสดชื่น พร้อมเป็นเสาหลักของเพื่อไทยอยู่
ทักษิณ วิเคราะห์ว่า อภิสิทธิ์จะไม่มีทางยุบสภา แต่จะลากอยู่ในอำนาจนานที่สุด เพื่อไทยจึงไม่ต้องรีบ เพราะรัฐบาลยิ่งอยู่นานกระแสก็ยิ่งตก และเพื่อไทยก็ยังได้เปรียบจากเหตุการณ์ชุมนุม
และจะได้กลับมาเป็นรัฐบาลแน่ล้านเปอร์เซ็นต์
สิ่งที่ทักษิณขออย่างเดียว สส.ต้องสามัคคี อย่าขัดแย้งแตกแยกเหมือนที่เกิดขึ้น
แม้รัฐบาลเจอแรงต้านจากเสื้อแดง แต่เพื่อไทยเชื่อว่า ที่สุดรัฐบาลนี้จะประคองจนอยู่ไปได้เรื่อยๆ ก่อนครบอายุสภาในเดือน ธ.ค.ปีหน้า นายกฯ ถึงจะยุบสภาเลือกตั้งใหม่
แต่จุดที่รัฐบาลอาจยุบสภาด้วยอุบัติเหตุการเมืองมี 2 ปัจจัย 1.คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ 2.การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านในเดือน พ.ค.ปีหน้า
“บิ๊กเหลิม” วิเคราะห์ให้ลูกพรรคฟังว่า อภิสิทธิ์จะยุบสภาในเดือน เม.ย. 2554
ส่วนคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่หวังจะเป็น “จุดเปลี่ยนอำนาจ” แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ก็ไม่จำเป็นต้องเร่งเกมยุบพรรค เพราะเวลาสำหรับรัฐบาลก็เหลือไม่มากอยู่แล้ว
เมื่อ “ตัวช่วยรัฐบาล” ยังเข้มแข็ง เพื่อไทยจึงมองยาว ไม่หวังยุบช้าหรือยุบเร็ว แต่ต้องปรับยุทธศาสตร์เตรียมการเลือกตั้งและต้องเอาชนะถล่มทลายสถานเดียว ถึงจะได้จัดตั้งรัฐบาล
ก่อนลูกพรรคจะขยายความ “ถล่มทลาย” ต้องให้ได้ 270 ที่นั่ง จากปัจจุบันที่มี 189 เสียง เกินกึ่งหนึ่งต้อง 241 เสียง
ยุทธศาสตร์เชิงรุกที่เป็นบทสรุปในวงสัมมนา สส. หนุนตัวเลข 270 เห็นควรให้เร่งชูจุดแข็งประชานิยมกลับคืนมา
แกนนำเพื่อไทย จึง “ปล่อยของ” โชว์ต้นตำรับประชานิยมระดับ “โกฮับ” เตรียมผลักดัน นโยบายใหม่ “สาม-หก”
โดยเฉพาะ 6 เดือนแรก เน้นต่อยอดของเดิม ปราบยาเสพติด ลดหนี้สินประชาชนทันที 5 ปีสำหรับผู้มีหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาท หรือนโยบายน้ำแก้จนในภาคอีสานภาคเหนือ ทำอ่างเก็บน้ำ แก้มลิง ปฏิรูปที่ดินแจกเอกสารสิทธิ
แต่ภารกิจเฉพาะหน้าเพื่อสู้ทางการเมืองกับรัฐบาล พรรคต้องเร่ง 2 อย่าง
1.เปิดเผยความจริงกรณีคนเสื้อแดงถูกยิง และกดดัน “โลกล้อมไทย” ตามแผนทักษิณ ด้วยการฟ้องศาลโลกให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบ
2.ตีแผ่การทุจริตของรัฐบาล เช่น “ปลากระป๋องเน่า-ชุมชนพอเพียง-ถนนปลอดฝุ่น-ซื้อตำแหน่ง-รถไฟฟ้าสีม่วง-งบลงพื้นที่”
ทั้งหมดพรรคจะจัดนิทรรศการ เดินสายเปิดปราศรัย สัมมนาทั่วประเทศ โดยเริ่มที่ กทม. ตามด้วยพื้นที่เสื้อแดง ภาคอีสาน ภาคเหนือ ในช่วงปิดประชุมสภา 1 เดือนที่เหลือจากนี้ ปลุกให้เสื้อแดงตื่นจากภวังค์
จากนี้จึงจะเห็นพรรคเพื่อไทยมีกิจกรรมคึกคัก ชิงพื้นที่สื่อกลับคืน การเมืองจะกลับมาร้อนระอุ
ทั้งหมดเป็นแผน “รับ” สู่ “รุก” เพราะถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ทำอะไร ชะล่าใจคิดว่า ลำพังกระแสเรื่องศพจากเหตุการณ์ “พฤษภามหาทมิฬ” ก็อยู่รอดสบาย แต่ภูผาที่แกร่งดังหิน เพียบพร้อมทั้ง “ขุนพล-มวลชน-เงินทอง” หากถูกน้ำเซาะไปเรื่อยๆ ก็สึกกร่อนได้ในที่สุด
เพราะรัฐบาลเร่งสปีดในห้วงเวลาที่เหลือไม่มาก สร้างลูกเล่นออกแคมเปญใหม่ๆ ดึงมวลชนระดับแดงอ่อน ให้เปิดใจรับรัฐบาลด้วยนโยบายเพิ่มหลักประกันสังคม เพิ่มราคาผลิตผลการเกษตร
แม้ความแข็งแกร่งภายนอกอาจช่วยพรรคเพื่อไทยได้สบาย ไม่ว่าการชูทักษิณกลับบ้าน
แต่ปัญหาใหญ่ที่ยังเป็นอุปสรรค และอาจทำให้ฝันกลับมาเป็นรัฐบาลกลายเป็นฝันค้าง คือ ความขัดแย้งในพรรคที่แก้ไม่ตก เพราะแต่ละมุ้งต่างช่วงชิงอำนาจ จองเก้าอี้รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี เพราะรู้ว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้งได้กลับมาเป็นรัฐบาล
ล่าสุดทีมเศรษฐกิจของพรรค ดร.สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล มือขวาทักษิณก็ไม่กินเส้นกับ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจของพรรค ที่ไม่ขับเคลื่อนกลไกตรวจสอบรัฐบาล นายใหญ่จึงหย่าศึกและขอร้องให้ “ดร.ปึ้ง-มิ่งขวัญ-สุชาติ ธาดาธำรงเวช” รวมพลัง อย่าแตกคอ
เกาเหลาคู่ต่างๆ ยังก่อหวอดเป็นคลื่นใต้น้ำ ขณะที่ปัญหาระหว่างคณะผู้บริหารพรรคกับ สส. พรรค ก็ระอุขึ้น เพราะลูกพรรคเห็นว่าไม่มีมาตรการเชิงรุก รอแต่คำสั่งจากดูไบและคนในครอบครัว
ผลการสัมมนาครั้งนี้แกนนำแต่ละพรรคเสนอให้มีการตั้ง “คณะทำงานเฉพาะกิจ” ยึดอำนาจจากคณะยุทธศาสตร์ของพรรค ที่อ่อนปวกเปียก โดยดึงแกนแต่ละกลุ่มให้มาช่วยกันขับเคลื่อนนโยบาย
ที่น่าสนใจคือ การดึงทีมเอ ไทยรักไทย ทีมบี พลังประชาชน เข้ามาเต็มทีม เพราะมันสมองระดับครีมส่วนหนึ่งไม่กล้ายุ่ง ละล้าละลังที่อาจมาเกะกะทีมซี และกลัวถูกมองว่า อยากมาใหญ่
นับถอยหลังเลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยเดินหน้าสู่การจัดทัพภายใน ต้องติดตามจะสำเร็จแค่ไหน บทเรียนจากความใหญ่แต่กลวง มีให้เห็นจากรุ่นปู่ไทยรักไทย พลังประชาชน ส่วนรุ่นหลานเพื่อไทยจะตามรอยหรือไม่
เพราะแม้แต่เต็งหนึ่งว่าที่นายกฯ อย่างบิ๊กเฉลิม ยังเอ่ยปากให้ลูกพรรคยุติความขัดแย้งชั่วคราว “ไว้พวกเรามีอำนาจก่อน แล้วเราค่อยมาขัดแย้งกัน”







