
ผ่ารากเหง้าปัญหาสปช. "เก่งจริงแต่มองแค่ตัวเอง"
"คนเก่งคนมีความสามารถมีเยอะ แต่ที่สลายไม่ได้ คือ คนเก่งมักจะมีอัตตา จิตใต้สำนึกอะไรพวกนี้มันปรากฎออกมาโดยไม่รู้ตัว อาจจะเป็นthe other side of the coin หรือเหรียญอีกด้านหนึ่ง"
โดย...เจษฎา จี้สละ/ ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กลายเป็นแม่น้ำสายแรกในแม่น้ำ 5 สาย ที่ต้องถูกปล่อยให้แห้งขอดก่อนแม่น้ำสาย อื่นๆ หลังจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งให้ความเห็นชอบไปนั้นได้มีเนื้อหาที่ระบุถึงการยุบ สปช.ทิ้ง ไม่ว่า สปช.จะลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ จากเดิมที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดให้ สปช.ต้องอยู่ทำกฎหมายต่อไป ภายหลังเสร็จสิ้นการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว
“อมร วาณิชวิวัฒน์” สมาชิก สปช.ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์พร้อมกับเปิดเผยถึงรากเหง้าของปัญหาภายใน สปช.แบบตรงไปตรงมาอย่างน่าสนใจ
ก่อนอื่นได้วิพากษ์เกี่ยวกับกระบวนการในการได้มาซึ่งสมาชิก สปช. ที่เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของปัญหาว่า “ผมเรียนเรื่องแรกเลยว่าการเป็นสมาชิก สปช. ทุกคนมีที่มาที่ไปตามด้านความถนัดที่แต่ละคนเข้ามา มีสมาชิก สปช.บางคนบอกว่าไม่ต้องการให้ สปช.แบ่งเป็นด้านๆ และอยากให้รวมกัน แต่พอรวมกันแล้วแต่ละคนก็อยากจะปฏิรูปในด้านที่ตัวเองต้องการ ผมเรียนด้วยความเคารพว่า สปช.บางด้านคู่แข่งน้อยมาก ไม่อยากจะพูด แบบแข่งกันแค่ 100 คน หรือบางด้านอาจแข่งไม่ถึง 100 คนด้วยซ้ำ อย่างด้านการเมืองและกฎหมายมีคนเข้ามาเป็นพัน และเป็นบิ๊กเนมทั้งสิ้น”
เมื่อการสรรหาที่มีความหลากหลายและกระจายตัวกันเกินไป ในสายตาอมรจึงเห็นว่าทำให้การทำงานของ สปช.ตลอดกว่า 7 เดือนที่ผ่านมา เป็นลักษณะของการที่ต่างคนต่างมีวาระของตัวเอง และขาดการจัดลำดับความสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้นได้เกิดการแบ่งกลุ่มกันใน สปช.ด้วย ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่อาจทำให้ สปช.สามารถทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้
“มันผิดกันมาตั้งแต่ต้น เรื่องด่วน คือ การเมือง กฎหมาย การแก้ไขปัญหาการทุจริตต้องมาก่อน ส่วนด้านอื่นๆ ถามว่าสำคัญหรือไม่ ก็สำคัญ อะไรต่ออะไรสำคัญหมดแหละ แต่ถามว่าไม่ทำวันนี้ตายหรือไม่ ไม่ตายนะครับ มันยังไปได้
“ปัญหามันบ่มเพาะมาตั้งแต่แรก น้ำหนักมันก็เลยวูบ แทนที่จะไปโฟกัสในเรื่องที่สำคัญ มันเลยต้องเฉลี่ยพลังงานไปตรงสาขานู้นสาขานี้ ซึ่งแบบนี้มันก็เห็นภาพแล้วละว่าเราจะไปรอดได้อย่างไร เอาแต่เรื่องของตัวเองเป็นหลัก ซึ่งมันผิดฝาผิดตัว
“ผมยอมรับว่าบางคนผมไม่เคยคุยด้วยเลย เข้าถึงยากมาก คือ ท่านวางตัวเป็นผู้ใหญ่ บางทีบางท่านผมสวัสดียกมือไหว้พวกท่าน แต่ก็รับไหว้ผมด้วยมือข้างเดียวก็มี หรือทำเป็นไม่เห็นก็มี”
เท่าที่ดูมองเห็นว่า สปช.มีการแบ่งกันออกเป็นกี่กลุ่ม? อมร ตอบว่า “เอาเป็นว่ามีสายข้าราชการ สายเอ็นจีโอ ซึ่งเป็นหลักใหญ่ สายอดีตนักการเมือง ซึ่งเขาก็มีเครือข่ายพอสมควร สายนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่อยากจะพูดว่าเป็นกลุ่มชื่อย่ออะไร สายนักวิชาการ แต่นักวิชาการก็ไม่ได้รวมเป็นกลุ่มก้อนชัดเจนเท่าไหร่นัก และสาย สปช.จังหวัด กลุ่มนี้เป็นกลุ่มพลังที่สำคัญ กลุ่มจังหวัดเหนียวแน่นมาก เพราะมีการรวมกลุ่มกันได้ประมาณ 70 เสียง เป็นเสียงที่น้ำหนักต่อรองสูงมาก
“สปช.บางกลุ่มก็เกาะกันเหนียวแน่นแล้วพยายามสร้างองค์กรอะไรต่างๆ ขึ้นมาในอนาคตเพื่อให้ตัวเองมีงานทำ ซึ่งโชคดีที่รัฐบาลตัดออกไป บางองค์กรถามว่าดีไหม ผมก็ว่าดี แต่ในเมื่อเรามีองค์กรที่ทำหน้าที่อยู่แล้ว ก็ควรปรับแก้และปรับปรุงมากกว่า”
สปช.ท่านนี้เห็นว่าอีกสาเหตุหนึ่งที่มีผลให้ สปช.ไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาจาก “อัตตา” หรือความเป็นตัวของตัวเองสูงที่มีอยู่ในสมาชิก สปช.แต่ละคนค่อนข้างมาก
“คนเก่งคนมีความสามารถมีเยอะ แต่ที่สลายไม่ได้ คือ คนเก่งมักจะมีอัตตา จิตใต้สำนึกอะไรพวกนี้ มันปรากฏออกมาโดยไม่รู้ตัว อาจจะเป็น the other side of the coin หรือเหรียญอีกด้านหนึ่ง มันก็อาจแสดงออกมาโดยที่เขาไม่รู้ว่าที่คัดค้านในบางเรื่องไป เขาไม่ได้ใช้เหตุผล แต่ใช้อารมณ์ ความรู้สึก สิ่งที่เขาเชื่อมั่นว่าตัวเขาคิดถูกโดยไม่ฟังคนอื่น คนเก่งที่มีความรู้ความสามารถมักจะมีอัตตาและความมั่นใจในตัวเองสูง
“ในเมื่อเข้ามาในหลายด้าน ทุกคนก็อัตตาตั้งแต่วินาทีแรก ทุกคนคิดว่าเรื่องของตัวเองสำคัญหมด เลยต้องทำไปทุกเรื่อง ทำให้ไม่มีการจัดลำดับความสำคัญ เราไม่สามารถที่จะรบได้ 360 องศา เราต้องเลือกที่จะสู้กับศัตรูหรือปัญหาที่เร่งด่วนและมีความสำคัญและก็ต้องจัดลำดับความสำคัญของปัญหา แต่ตอนนี้เหมือน สปช.ชกไม่เต็มหมัด แทนที่เราจะรวมพลังและชกทีเดียวและกระจกทะลุ แต่นี่เหมือนกับเอามือไปสะบัดแล้วแตะๆ แทน”
ทั้งนี้ อมร มองการทำงานของ สปช.กับอายุที่เหลืออีก 3 เดือนโดยประมาณ ว่า การทำงานของ สปช.ก็คงยังเดินหน้าตามไปปกติจนสิ้นสุดภารกิจ และคิดว่าน่าจะมีสมาชิก สปช.จำนวนไม่น้อยที่จะได้เข้าไปอยู่ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่จะถูกตั้งขึ้นหลังจากรัฐธรรมนูญผ่าน สปช.
“ส่วนใหญ่ยังเข้าไปไม่น่าจะต่ำกว่าร้อย ผมมั่นใจว่าผู้ใหญ่ฟังความหลายด้าน มันเป็นความต้องการของฝ่ายเทคนิคของ คสช.แล้วไปเลือกเอา ฝ่ายเทคนิคเขาคงมีวิธีการในหลายรูปแบบ เหมือนนางงาม ครั้งแรกที่ทุกคนมาคืองาม พอเดินเห็นแผลเป็นตรงนี้คนนี้เดินกะเผลก ขาไม่เท่ากัน อันนี้เป็นสิว เขาดูหมดหัวจรดเท้า”
อมร ยืนยันว่า การทำงานที่ผ่านมาของ สปช.ไม่ได้สูญเปล่า แต่ได้ก่อร่างสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อเป็นรากฐานสำหรับการปฏิรูปประเทศในอนาคต เพียงแต่ก่อนหน้านี้ สปช.ไม่ได้ทำงานจนบรรลุเป้าหมายเพราะเกิดจากการหลงทางและความเกรงใจ
“ทุกวันนี้ผมหาห้องเอกสารอีกหนึ่งห้องได้จริงๆ ไม่ได้ล้อเล่น อันนี้เป็นองค์ความรู้อย่างหนึ่งอย่าคิดว่าเป็นเศษกระดาษ ทุ่มเทเสียสละทำงานกัน แต่อีกด้านหนึ่งเสียหายก็มีส่วน เสียเวลาเพราะว่าเราหลงทาง เพราะไม่ได้ทำเรื่องสำคัญ
“อาจจะเกรงใจกันด้วยที่ทุกคนต้องการมีบทบาทนำในด้านของตนเอง ทุกคนไม่ได้โฟกัสเรื่องที่สำคัญที่สุด แต่ไปโฟกัสเรื่องของตัวเองว่าตัวเองจะปฏิรูปเรื่องตัวเอง ขณะที่เรื่องสำคัญการเมือง กฎหมาย และการทุจริตคอร์รัปชั่นเรื่องใหญ่ถูกละเลยและถูกมองข้าม เป็นไปได้อย่างไรที่เรื่องการปฏิรูปการเมืองเพิ่งจะเข้าสู่ที่ประชุม สปช.เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา”
อย่างไรก็ตาม อมรเห็นอีกด้านหนึ่งว่า วาระสำคัญที่ต้องเร่งปฏิรูปนั้นไม่ได้มีเฉพาะเรื่องการเมือง กฎหมาย หรือการแก้ไขปัญหาทุจริตเท่านั้น เพราะการปฏิรูปการศึกษาและจริยธรรมก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน
“เราต้องการคนดี คนเก่ง เก่งและดีว่าอย่างนั้น ไม่ต้องการอย่างใดอย่างหนึ่ง คนที่จะมาทำหน้าที่เป็นตัวแทนปวงชนต้องมีจิตสำนึกสาธารณะ ต้องเปลี่ยนทัศนคติจากที่เคยคิดกันว่าโกงได้ถ้าทำงานดีแบบนี้ไม่ถูก โดยหากทำให้คนเปลี่ยนทัศนคติได้ก็จะเป็นผลงานของ สปช. ทั่วโลกก็จะสรรเสริญประเทศไทยในฐานะที่ทุ่มเทกับเรื่องที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุด”อมร สรุป







