posttoday
ครึ่งทางเศรษฐกิจไทยปี 2558

ครึ่งทางเศรษฐกิจไทยปี 2558

22 มิถุนายน 2558

โดย...ผศ.ดร.ยุทธนา

โดย...ผศ.ดร.ยุทธนา

ปี 2558 เศรษฐกิจไทยถูกคาดหวังว่าจะสามารถฟื้นตัวจากภาวะชะงักงันตามปัญหาการเมืองที่ต่อเนื่องในครึ่งแรกของปี 2557 ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ปี 2557 ถึงไตรมาสแรกปี 2558 อัตราการขยายตัวเทียบกับช่วงไตรมาสที่แล้ว (QoQ) เท่ากับ 1.2% 1.1% และ 0.3% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวในช่วงนี้เป็นไปอย่างช้าๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับช่วงปี 2552 และช่วงปี 2555 ที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกและวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ โดยในช่วงนั้นอัตราการขยายตัวเฉลี่ยในลักษณะ QoQ ในช่วง 4 ไตรมาสหลังเกิดวิกฤตอยู่ที่ 2.8% และ 3.6% ตามลำดับ

นอกจากนี้ อัตราการขยายตัวในช่วงไตรมาสแรกปี 2558 ยังอ่อนแรงลงจากในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 อย่างชัดเจน แม้ว่านโยบายการคลังโดยการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐจะเริ่มเห็นผลชัดเจนโดยเฉพาะรายจ่ายการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้นถึง 37.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY)

แต่การขยายตัวของการใช้จ่ายภาคเอกชนทั้งด้านการบริโภคและการลงทุนยังคงเป็นไปอย่างช้าๆ (การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 2.4% และ 3.6% ตามลำดับ ในไตรมาสแรกปี 2558) และมูลค่าการส่งออกสินค้าก็หดตัวลงในไตรมาสแรก (ลบ 4.3% ในสกุลเงินเหรียญสหรัฐ) ซึ่งทำให้การส่งออกเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดเศรษฐกิจไทยแทนที่จะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนการขยายตัวเหมือนในอดีต

แม้ว่าดัชนีค่าเงินบาท (NEER) จะปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงดังกล่าวซึ่งเป็นผลลบต่อการส่งออก แต่สาเหตุที่สำคัญของการหดตัวของมูลค่าการส่งออกในช่วงไตรมาสแรกปี 2558 มาจากการชะงักงันของตลาดการค้าโลก โดยช่วง 2 เดือนแรกของปี 2558 มูลค่าการนำเข้ารวมของโลกเฉลี่ยต่อเดือนลดลงจากค่าเฉลี่ยต่อเดือนของปี 2557 ถึง 18%

และลดลงจากค่าเฉลี่ยต่อเดือนของไตรมาส 4/2557 ถึง 20% ซึ่งการลดลงอย่างรวดเร็วนี้มาจากการชะลอตัวของประเทศหลักในตลาดการค้าโลก ได้แก่ สหภาพยุโรป จีน และญี่ปุ่น ดังนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลต่อมูลค่าการส่งออกในไตรมาสแรกปี 2558 ของไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียที่หดตัวลงแทบทุกประเทศ

ในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 คาดว่าการส่งออกของไทยจะยังคงชะลอตัวอยู่ต่อเนื่อง โดยทั้งปีคาดว่ามูลค่าการส่งออกในรูปเงินเหรียญสหรัฐจะหดตัวลบ 5.1% แต่ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ 1.5% จากการขยายตัวของรายได้จากการท่องเที่ยว

ด้านอุปสงค์ในประเทศคาดว่าจะยังคงปรับตัวขึ้นอย่างช้าๆ ใกล้เคียงกับในไตรมาสแรก โดยคาดว่าทั้งปี 2558 การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 2.4% และ 1.6% ตามลำดับ แม้ว่าที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทยจะลดดอกเบี้ยนโยบายการเงินไปสองครั้งเมื่อเดือน มี.ค.และ เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงินปรับตัวลดลงเป็น 1.5% ซึ่งตรงกับที่ผมคาดการณ์ไว้ในบทความเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา แต่ผลของการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายจำเป็นต้องใช้เวลาในการส่งผ่านซึ่งจะเริ่มเห็นผลในไตรมาส 4/2558 และในครึ่งแรกของปี 2559

ดังนั้น ในภาพรวมจากการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA Macro Model) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2558 จะขยายตัวในอัตรา 3.4% ซึ่งลดลงจากการพยากรณ์ในครั้งที่แล้วในเดือน มี.ค. ซึ่งผมคาดการณ์ว่าน่าจะขยายตัวได้ 3.8% สาเหตุสำคัญมาจากการลดลงของการส่งออกสินค้าตามที่กล่าวถึงข้างต้น ซึ่งการขยายตัวในอัตรา 3.4% นี้แสดงถึงการฟื้นตัวอย่างช้าๆ ของเศรษฐกิจไทย

แต่ในปี 2559 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ดีขึ้นคือน่าจะขยายตัวได้ 4.5% ซึ่งเป็นผลจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงินซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนให้ขยายตัวได้ 5.1% และ 6.3% ตามลำดับ

ในด้านอัตราเงินเฟ้อ คาดว่าในปี 2558 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะปรับลดลงโดยเฉลี่ยทั้งปีคาดว่าจะติดลบ 0.1% โดยเป็นผลจากการอ่อนตัวของราคาน้ำมันดิบทำให้ดัชนีราคาสินค้าพลังงานปรับลดลง 8.6% และการชะลอตัวของอุปสงค์ทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ ทำให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานขยายตัวอย่างช้าๆ ที่ 1.3%

แต่คาดว่าในปี 2559 เงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่คาดว่าจะปรับตัวเป็น 75 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในช่วงปลายปี 2558 และ 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2559 ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อกลุ่มพลังงานปรับตัวสูงขึ้นจากปีนี้ และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่จะเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในปี 2559 โดยคาดว่าปี 2559 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะอยู่ที่ 2.7% และ 2% ตามลำดับ ซึ่งอัตราเงินเฟ้อนี้แม้ว่าจะสูงขึ้นกว่าปี 2558 แต่ยังคงอยู่ใกล้เคียงเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย ดังนั้นเสถียรภาพเศรษฐกิจจึงไม่เป็นปัจจัย
ที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงสองปีนี้

ในด้านนโยบายการคลังเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจในปี 2558 โดยการบริโภคและการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัว 4.1% และ 15.3% ในปี 2558 ส่วนในปี 2559 คาดว่าการบริโภคและการลงทุนภาครัฐจะชะลอตัวลงแต่ยังคงอยู่ในระดับที่สูงอยู่

ในด้านนโยบายการเงินจากการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในเดือน มี.ค. และ เม.ย. 2558 และแนวโน้มของการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2559 ที่ดีขึ้น ทำให้คาดว่าอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปี 2558 จะยังคงตัวอยู่ที่ 1.5% โดยอัตราดอกเบี้ยมีโอกาสปรับตัวขึ้นในช่วงปี 2559 โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2/2559 เป็นต้นไป เมื่ออุปสงค์ภายในประเทศมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นและธนาคารกลางสหรัฐทยอยปรับอัตราดอกเบี้ย Fed Fund Rate คาดว่าจะมีการทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายการขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2558 โดยคาดว่าสิ้นปี 2559 อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะปรับตัวขึ้นเป็น 2%  

โดยสรุปจากผลการพยากรณ์เศรษฐกิจที่กล่าวถึงข้างต้น แม้ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2558-2559 จะยังคงอยู่ในกระบวนการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แต่การฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างช้าๆ ในปี 2558 จากการอ่อนแอของอุปสงค์ทั้งภายในและต่างประเทศ แม้ว่าการกระตุ้นโดยใช้นโยบายการเงินและนโยบายการคลังจะสามารถกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศให้ฟื้นตัวในปี 2559 ได้อย่างชัดเจน

แต่แนวโน้มของการฟื้นตัวของตลาดการค้าโลกยังคงเป็นไปอย่างช้าๆ ดังนั้น การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจึงขึ้นอยู่กับการขยายศักยภาพการผลิตของเศรษฐกิจไทย ซึ่งการลงทุนของภาครัฐบาลและเอกชนในช่วงนี้จึงมีความสำคัญไม่เฉพาะต่อการกระตุ้นอุปสงค์เท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพการผลิตในระยะยาวอีกด้วยครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท