posttoday
ในเส้นทาง อ่านสัญญาณความทุกข์ใจ

ในเส้นทาง อ่านสัญญาณความทุกข์ใจ

21 มิถุนายน 2558

โดย...ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ

โดย...ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ

“ฉันคาดหวังและมีความฝันว่า วันหนึ่งที่ฉันทำงานเต็มที่ ฉันจะได้หยุดทำงานและมีความสุขจริงๆ เสียที ฉันจะได้มีโอกาสทำสิ่งที่อยากทำ หลังจากที่ผัดผ่อนมาตลอดเวลา แต่ในตอนนี้กับภาระหนี้สิน ภาระทางบ้าน มันเหมือนมีแส้โบยตีอยู่กลางหลัง ยิ่งงานที่เป็นอยู่เป็นงานค้าขาย หากไม่จำเป็นจริงๆ ฉันเลือกที่จะไม่หยุดงาน แม้จะเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ฉันเสียดายรายได้ ฉันได้แต่หวังว่าคนอื่นจะเข้าใจ สิ่งที่ต้องแลกมาคือบรรยากาศในบ้านที่ดูเคร่งเครียดกับการงาน ความห่างเหินจากการที่พวกเราไม่ค่อยมีเวลาส่วนตัวร่วมกันนัก”

ชีวิตของหลายๆ คนคงมีส่วนเสี้ยวคล้ายคลึงกับชีวิต “ฉัน” เราแต่ละคนเดินหน้าไปกับชีวิต พร้อมกับกฎกติกาสำคัญคือ การต้องอยู่รอดของตนเอง ของคนใกล้ตัว ครอบครัว สำนึกการอยู่รอดขับเคลื่อนให้เราดิ้นรนเพื่อได้มาซึ่งความมั่นคงปลอดภัย แต่ในสำนึกการดิ้นรนเพื่ออยู่รอด สำนึกความต้องการอื่นๆ ก็มีอยู่ด้วย เช่น ความสำเร็จ ความสุข ความเป็นที่ชื่นชม รวมไปถึงการยอมรับตนเอง

เราแต่ละคนดำเนินชีวิตไปด้วยต้นทุนชีวิตที่เราพกติดตัว ทุนชีวิตสำคัญที่ว่านั้นคือประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านและสั่งสมมา พร้อมกับข้อสรุปชีวิตในรูปของความเชื่อ ทัศนคติ และเราก็จะใช้ทุนชีวิตเหล่านี้เป็นเครื่องมือสร้าง และดำเนินชีวิตไปตามแบบแผนชีวิต แบบแผนฯ กลายเป็นสิ่งที่เราใช้บ่อย และคุ้นเคยจนหลายคนไม่สามารถแยกตัวเองกับแบบแผนชีวิตที่ใช้ได้ และยิ่งหากชีวิตราบรื่นปกติ หรือมีความทุกข์ไม่สาหัสรุนแรง โอกาสการสำรวจทำความเข้าใจแบบแผนชีวิตก็จะมีโอกาสน้อย

ความคุ้นเคยในแบบแผนชีวิตทำให้เราดำเนินชีวิตไปกระทั่งเราพบบางอย่างที่เป็นข้อสะดุด เช่น การเจ็บป่วย ความทุกข์ทรมานทางใจ ความสัมพันธ์กับคนรอบตัวมีความขัดแย้ง ฯลฯ การมุ่งมั่นเอาชนะปัญหาอาจพาไปสู่ทางออก แต่ความพยายามแก้ไขปัญหาอาจสร้างปัญหาใหม่ เช่น ความเครียด หรือการนำไปสู่เรื่องราวความทุกข์อื่นๆ

แท้จริง สภาพไม่พึงปรารถนา คือ สัญญาณที่สะท้อนถึงว่าแบบแผนชีวิตมีบางอย่างติดขัด เช่น ความเชื่อที่ไม่สอดคล้องกับความจริง การมีทัศนคติที่บิดเบือน ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ฯลฯ ดังเช่น ฉันเชื่อว่า ความสุขเกิดขึ้นเมื่อไม่ต้องทำงาน ความเชื่อนี้อาจไม่สอดคล้องกับความจริง และเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าความสุขกับการทำงานเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน มุมมองนี้อาจไม่ถูกต้อง แต่การพบความเข้าใจเชิงประจักษ์ในเรื่องนี้ต้องการการสำรวจให้ตระหนักรู้อย่างแท้จริง

ความตระหนักรู้เป็นหัวใจสำคัญที่ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลง เรารู้ตัวว่าเราสามารถเลือกได้ก็ต่อเมื่อเราพบความเข้าใจเชิงประจักษ์ว่า เราเห็นทางเลือกที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจใหม่ได้ หัวใจสำคัญ คือ เราได้เกิดความสว่างจากสภาพความมืดบอด เปรียบเทียบได้กับการมีประสบการณ์ที่แตกต่างไปจากเดิม จากสภาพที่ไม่เคยประสบมาก่อน

“ผมรู้สึกอึดอัดกับตนเอง ทุกข์ทรมานใจกับความรู้สึกอิจฉาอยู่ภายใน เวลาที่ได้ข่าวคราวความสำเร็จของคู่แข่ง ผมรู้สึกราวกับหัวใจมันถูกเฆี่ยนตี และหัวใจเต้นด้วยความเจ็บปวด สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือ เสียงของความคิด คำตัดสินต่างๆ ที่ประดังกันเข้ามาในหัวสมอง ทำไม ทำไม ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด ผมอยากจะหยุดเสียงพวกนี้ในหัว” การได้มาซึ่งความตระหนักรู้ในหลายกรณี เราก็ต้องการความช่วยเหลือจากผู้มีประสบการณ์ จากการเรียนรู้ จากกระบวนการฝึกฝน ตัวอย่างข้างต้นเป็นความอิจฉาที่ทุกชีวิตต่างประสบมากน้อยตามสภาพอุปนิสัย อิจฉาเป็นความรู้สึกที่เนื่องมาจากการเปรียบเทียบในลักษณะคนอื่นมี แต่ตัวเราไม่มี และตัวเราก็ต้องการจะมีสิ่งนั้น แต่เงื่อนไขข้อจำกัดหรือความจริงบางประการทำให้ความต้องการนั้นไม่บรรลุผล

การกลับมาสำรวจความรู้สึกอิจฉาจากมุมมองต่างๆ ช่วยให้เราได้พบความตระหนักรู้บางอย่างที่ซ่อนอยู่ คำถามเชิงสำรวจต่อความอิจฉาที่รบกวนชีวิต ดังเช่น ความรู้สึกอิจฉาส่งผลกระทบต่อเราอย่างไร ความอิจฉาที่เรามีความต้องการบางอย่างนั้น เราต้องการมันเพื่ออะไร ฯลฯ

ความอิจฉาเป็นแรงขับของการปกป้องตนเอง ในอีกด้านความอิจฉาสามารถเป็นสัญญาณให้เราหันกลับมาทำงานภายในเพื่อค้นหาความตระหนักรู้กับความมีคุณค่าในตนเอง ไม่ว่าเราจะมี หรือไม่มีเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น คุณค่าของเราก็จะยังคงอยู่ แต่การทำงานเพื่อได้ความตระหนักรู้แท้จริงนี้มิอาจเกิดขึ้นโดยอาศัยเพียงการคิดเชิงเหตุผล แต่ต้องการความประจักษ์แจ้งในใจ

นอกจากความอิจฉา เส้นทางชีวิตเราจะพบแบบแผนชีวิตที่เราใช้ เราจะพบสัญญาณจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากแบบแผนที่เราใช้ จากความเชื่อ ทัศนคติที่ซ่อนอยู่ เช่น โกรธ กลัว กังวล ฯลฯ การทำงานภายใน คือ การค้นหาความเข้าใจเชิงประจักษ์ ก่อเกิดเป็นความตระหนักรู้และทำให้เราเติบโตจากความไม่รู้ ไม่เข้าใจตนเอง ไปสู่การเข้าใจและดำเนินชีวิตสู่การเติบโตภายใน การงอกงามของวุฒิภาวะ

“ถึงตอนนี้ผมไม่เจ็บปวดแบบเมื่อก่อน ความเข้าใจและความเท่าทันตนเองว่า ผมเองมีสิ่งดีๆ ในแบบของผม ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบ และเราก็สามารถใช้พลังดูแลสิ่งที่เรามี ทำมันให้ดีขึ้น มันมีความสุข ความพอใจมากกว่า เอาพลังไปมุ่งเปรียบเทียบกับคนอื่น มันสร้างสรรค์กว่ามากเลย”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท