
Chugoku 23
บนพื้นด้านหน้าศาลเจ้าหลัก มีสัญลักษณ์วงกลม 3 วง หลายชุดปรากฏให้เห็น ด้วยความสงสัยจึงสอบถามไกด์ ได้ความว่า วงกลมที่เห็นนี้คือตำแหน่งของเสา เมื่อก่อนศาลเจ้าไม่ได้มีลักษณะดังที่เห็นในปัจจุบัน ว่าแล้วคุณไกด์ก็พาเราไปดูรูปที่ด้านข้าง เป็นภาพคนขุดเจอตอไม้ขนาดใหญ่ใต้ผิวพื้น และภาพวาดของศาลเจ้าตามจินตนาการ รวมทั้งผังการจัดเรียงตำแหน่งของเสาด้วย คุณไกด์อธิบายว่าการขุดค้นพบตอไม้ 3 ตอ นี้ทำให้เกิดทฤษฎีใหม่ของศาลเจ้าที่สร้างขึ้นเหนือพื้นดิน และถ้าอยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ต้องไปที่ Shimane Museum of Ancient Izumo ซึ่งอยู่ห่างไปไม่กี่ร้อยเมตร ผมเชื่อว่านักท่องเที่ยวมากมายที่มาคารวะศาลเจ้าหลายแห่งแล้วเกิดคำถาม ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะไปถามใครหรือไม่มีใครมายืนให้ถาม แต่ที่ศาลเจ้าอิซูโมะนี้มีพิพิธภัณฑ์อิซูโมะยุคโบราณเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญควบคู่กับการเที่ยวชมได้อย่างสมบูรณ์แบบเลย
บนพื้นด้านหน้าศาลเจ้าหลัก มีสัญลักษณ์วงกลม 3 วง หลายชุดปรากฏให้เห็น ด้วยความสงสัยจึงสอบถามไกด์ ได้ความว่า วงกลมที่เห็นนี้คือตำแหน่งของเสา เมื่อก่อนศาลเจ้าไม่ได้มีลักษณะดังที่เห็นในปัจจุบัน ว่าแล้วคุณไกด์ก็พาเราไปดูรูปที่ด้านข้าง เป็นภาพคนขุดเจอตอไม้ขนาดใหญ่ใต้ผิวพื้น และภาพวาดของศาลเจ้าตามจินตนาการ รวมทั้งผังการจัดเรียงตำแหน่งของเสาด้วย คุณไกด์อธิบายว่าการขุดค้นพบตอไม้ 3 ตอ นี้ทำให้เกิดทฤษฎีใหม่ของศาลเจ้าที่สร้างขึ้นเหนือพื้นดิน และถ้าอยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ต้องไปที่ Shimane Museum of Ancient Izumo ซึ่งอยู่ห่างไปไม่กี่ร้อยเมตร ผมเชื่อว่านักท่องเที่ยวมากมายที่มาคารวะศาลเจ้าหลายแห่งแล้วเกิดคำถาม ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะไปถามใครหรือไม่มีใครมายืนให้ถาม แต่ที่ศาลเจ้าอิซูโมะนี้มีพิพิธภัณฑ์อิซูโมะยุคโบราณเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญควบคู่กับการเที่ยวชมได้อย่างสมบูรณ์แบบเลย
ตอไม้หรือหลักฐานชิ้นสำคัญปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้า จากข้อมูลทำให้ทราบว่า เสา 3 ต้นนี้ถูกขุดค้นพบในระหว่างปี ค.ศ. 2000-2001 สภาพของเสาและสภาพแวดล้อมอยู่ในระดับสมบูรณ์มาก จึงทำให้การสืบค้นและปะติดปะต่อเรื่องราวเป็นไปได้อย่างไม่ลำบาก เสาไม้จากต้นสนญี่ปุ่นขนาดใหญ่ถูกมัดรวมกันกลุ่มละ 3 ต้น มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เมตร อยู่ในหลุมลึก ซึ่งมั่นใจว่าน่าจะเป็น Munamochi-Bashira หรือเสาค้ำยันหลังคาสอดรับกับสถาปัตยกรรมโบราณหลายแห่งในญี่ปุ่นทั้งยุค Jomon จนถึง Yayoi ทำให้ได้ข้อสรุปว่า ศาลเจ้าอิซูโมะในอดีตนั้น สร้างอยู่บนเสาค้ำยันและสูงจากพื้นมาก ดังเห็นได้จากในภาพและแบบจำลองที่มีอยู่มากมายในพิพิธภัณฑ์ ก็เลยเกิดคำถามตามมาคือ ทำไมถึงต้องสร้างให้สูง คำตอบข้อนี้ไม่ยุ่งยากเกินการคาดเดาครับ อย่างที่ทราบกันว่าศาสนาชินโตเป็นศาสนาที่ว่าด้วยเรื่องของเทพ อันเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติและการเข้าถึงของมนุษย์ แต่มนุษย์ก็ยังพยายามหาหนทางเข้าใกล้เทพให้มากที่สุด และเทพส่วนใหญ่ไม่จำเพาะเจาะจงว่าเป็นเทพของญี่ปุ่น ก็ล้วนแล้วแต่อยู่เบื้องบนฟากฟ้า การจะประกอบพิธีให้เข้าถึงเทพเจ้าก็ต้องขึ้นไปให้สูง ศาลเจ้าอิซูโมะซึ่งเป็นศาลเจ้าที่ทั้งเก่าแก่และมีเทพมาชุมนุมกันมากที่สุด ก็ยิ่งต้องสร้างให้สูงกว่าใครๆ หลังจากถกเถียงกันหลายรอบและสร้างแบบจำลองขึ้นมาหลายชิ้น จึงมีข้อสรุปว่า ศาลเจ้าอิซูโมะน่าจะมีความสูงถึง 48 เมตร โดยการคำนวณจากตอและหลุมที่ขุดค้นพบ ทางพิพิธภัณฑ์ยังได้นำแบบจำลองต่างๆ มาแสดงให้เราชมด้วย และเพื่อเติมความรู้ให้เต็ม ยังมีแบบจำลองศาลเจ้ารูปแบบต่างๆ ที่สร้างกันในญี่ปุ่นมาแสดงเปรียบเทียบให้ดูกันอีกด้วย
นอกจากนี้ ในพิพิธภัณฑ์ยังรวบรวมเอาวัตถุโบราณของยุค Yayoi ไว้อีกมาก โดยเฉพาะปลายยุคยาโยอิ หรือยุคสำริดของญี่ปุ่น ที่เห็นชัดเลยก็คือ Dotaku หรือระฆังโบราณ รวมทั้งอาวุธโลหะยุคแรกๆ อย่างปลายหอก ก็มีการขุดค้นพบกันมากในจังหวัดชิมาเนะเช่นกัน แต่ผมไปสะดุดตากับของชิ้นหนึ่งที่ผนังด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ เป็นหินเขียวมีลักษณะโค้งวงพระจันทร์คล้ายเครื่องหมายลูกน้ำ ถามคุณไกด์ดูจึงได้ความรู้เพิ่มเติมว่า หินนี้เรียกว่า Magatama เป็นสัญลักษณ์ของสุริยันทับซ้อนจันทรา อันหมายถึงความไม่สิ้นสุดของจักรวาล เริ่มมีมาตั้งแต่ยุคโจมงและพัฒนามาเรื่อยๆ จากดินปั้นสู่หินมีค่าอย่างหยกในยุคยาโยอิ และหนึ่งในสามราชกกุธภัณฑ์หรือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์ญี่ปุ่นก็มี Magatama รวมอยู่ด้วยเรียกว่า Yasakani no Magatama ซึ่งเป็นสมบัติตกทอดมาจากเทพีอามาเทราสึนั่นเอง







