posttoday
เมื่อทหารเปิด ‘จุดตาย’

เมื่อทหารเปิด ‘จุดตาย’

21 มิถุนายน 2558

“ผมเป็นคนเดียวที่ประกาศกฎอัยการศึกได้”

“ผมเป็นคนเดียวที่ประกาศกฎอัยการศึกได้”

ผู้เขียนถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ระหว่างที่เผลอไปเปิดดูรายการเล่าข่าวในฟรีทีวีช่องหนึ่ง ซึ่งโดยปกติจะ “รังเกียจมากๆ” เพราะความเสื่อมจริยธรรมทั้งพฤติกรรมของผู้เล่าข่าวและวิธีหากินของทีวีช่องนี้ (อย่างเมื่อวันที่ทีมฟุตบอลชายไทยชนะเมียนมาได้เหรียญทองซีเกมส์ แทนที่จะให้เวลาอีกสักนิดเพื่อร่วมฉลองกับคนไทยตอนรับเหรียญและร้องเพลงชาติ แต่กลับตัดไปเข้าละครเสียเฉยๆ เพียงเพื่อค่าโฆษณาแสนแพง ในขณะที่ได้อาศัยนักกีฬาเหล่านี้ที่ไป “ฉก” ตัวมาออกรายการก่อนใครเพื่อเรียกเรตติ้งอยู่ประจำ)

คำพูดนี้ออกจากปากของหัวหน้า คสช. ซึ่งก็คือผู้ถืออำนาจทางการเมืองและการปกครองสูงสุด อย่างที่ภาษารัฐศาสตร์เรียกว่า “อธิปัตย์” (แต่ท่านก็ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อวันที่ 1 พ.ค. ว่าท่านไม่ใช่อธิปัตย์ ก็เลยไม่รู้ว่าใครใหญ่ที่สุดในประเทศนี้) อีกทั้งยังเป็นหัวหน้าผู้บริหารในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมถึงอำนาจเหนือองค์กรต่างๆ ทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สนช.ที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นแกนหลักในการเขียนรัฐธรรมนูญที่ “คาดว่า” จะสามารถปฏิรูปประเทศได้ และ สปช.ที่ท่านกำลังจะใช้อำนาจยุบแล้วเปลี่ยนไปเป็น “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” (นี่ก็น่าจะย้ำจนชัดเจนแล้วว่าท่านใหญ่ที่สุดจริงๆ)

ต้องขออภัยที่ผู้เขียนอาจจะหงุดหงิดกับ “วาทกรรม” หลายเรื่องของคณะรัฐประหารยุคนี้ ซึ่งก็ได้ติติงและแนะนำตามความรู้ที่อาจจะเรียนมาคนละตำรา เพียงเพื่อจะ “แตะเบรก” และ “บังคับเลี้ยว” อย่างที่มีครูบาอาจารย์และผู้ใหญ่หลายๆ ท่านได้ทักท้วงพร้อมทั้งชี้แนวทางที่เหมาะสมให้ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ด้วยสำนึกในหน้าที่ของความเป็นคนไทยที่รักและอยากให้ประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าและสงบสุข กับหน้าที่ของคนที่เป็น “ครู” ที่ควรจะมีเมตตาต่อผู้ไม่รู้และอนุเคราะห์แก่ผู้ไม่มีทางออก หรือหน้าที่ในการชี้นำและให้สติแก่สังคมเท่าที่จะทำได้

ก่อนอื่นต้องขออธิบายว่า ทำไมคำพูดที่ว่า “ผมเป็นคนเดียวที่ประกาศกฎอัยการศึกได้” จึงเป็นประเด็นที่ผู้เขียนต้องหงุดหงิดใจ (ซึ่งก็น่าจะมีผู้ที่หงุดหงิดใจเช่นนี้อยู่อีกมาก) ทั้งนี้จะขอเล่าความเป็นมาสักเล็กน้อยว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดประโยคนี้ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวอัลจาซีรา ประเทศกาตาร์ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งความจริงก็ให้ตอบคำถามอะไรดีๆ ไว้มาก เช่น เมื่อถูกถามว่า “ใครเป็นผู้นำที่เป็นแบบอย่างให้กับท่าน” ท่านก็ตอบว่า “My King” หรือแนวคิดในการปฏิรูปต่างๆ ที่ได้ “วาดฝัน” ไว้อย่างน่าสนใจ

แต่เมื่อถูกถามว่า “ทำไมจึงต้องทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557” ตรงนี้แหละที่ท่านได้อธิบายสถานการณ์ความวุ่นวายต่างๆ ที่ไม่มีใครพูดคุยกันหรือตกลงอะไรกันได้ แล้วท่านก็เผลอพูด (ต้องขออภัยถ้าท่านตั้งใจจะตอบเช่นนั้นจริงๆ เพราะเหมือนว่าท่านพูดตามบทที่มีคนเขียนให้ เนื่องจากผู้สื่อข่าวถามเป็นภาษาอังกฤษ แต่ท่านตอบเป็นภาษาไทยอย่างฉาดฉาน) ว่าการแก้ไขปัญหานี้ต้องใช้ความเด็ดขาด ซึ่งท่าน (ในฐานะ ผบ.ทบ.ในขณะนั้น) เป็นผู้เดียวที่จะใช้อำนาจดังกล่าวได้ นั่นก็คือ “การประกาศกฎอัยการศึก”

ตรงนี้แหละที่เป็น “การเปิดจุดตาย” ที่น่าเป็นห่วง

ประการแรก อาจจะเป็นเพราะความมั่นใจอย่างเต็มที่ของท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้า คสช. ที่อยากจะแสดงความรู้สึกนี้ออกไปให้คนทั้งหลายได้มีความมั่นใจร่วมไปด้วยว่า ด้วยอำนาจที่ท่านสามารถทั้งในทางทหารที่ท่านสามารถใช้กฎอัยการศึกควบคุมการใช้กำลังทั้งหลายได้ ร่วมกับ “อำนาจเหนืออำนาจ” โดยมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว จะไม่มีใครสามารถ “ต่อกร” หรือต้านทานต่อสู้ท่านได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณอันตรายย้อนเข้าสู่ตัว (คือกองทัพและ คสช.นั้นเอง) ว่า ถ้าปราศจากอำนาจดังกล่าวแล้วก็
ไม่สามารถที่จะจัดการอะไรได้

ดังนั้น จึงปรากฏสถานการณ์ “ประหลาด” บางอย่างในระยะนี้ออกมาเรื่อยๆ ซึ่งตามข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับทฤษฎีอำนาจที่ว่าอำนาจนั้นก็เหมือนยาเสพติด ยิ่งใช้นานก็ยิ่งต้องเพิ่มปริมาณ เพื่อ “เอาทุกอย่างให้อยู่” ยกตัวอย่างกรณีของการแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา รวดเดียว 3 วาระ ก็เพื่อเพิ่ม “ยาแรง” เข้าไปในส่วนที่ คสช.เห็นว่ากำลังจะเป็นปัญหา แม้ว่าภายหลังอาจจะยังตั้งคนพวกนี้กลับเข้ามาในคณะกรรมาธิการยกร่างชุดใหม่และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นจำนวนมาก แต่ก็คงจะกลับมาในฐานะ “ลูกไล่” ที่ไม่น่าจะกล้าหือกับ คสช. ซึ่งก็รวมถึงปรากฏการณ์ของการวางแผนลงจากอำนาจ ที่ยังไม่อาจจะลงได้โดยเร็วในระยะนี้ จึงต้องหาวิธีการต่างๆ ที่จะทอดเวลาให้สถานการณ์ต่างๆ คลี่คลาย

ประการต่อมา การแก้ไขปัญหาของ คสช.ในขณะนี้เหมือน “การเลี้ยงปลาในกระชัง” คือมีสถานการณ์ที่ควบคุมได้อย่างจำกัด (เปรียบได้กับปลาที่ “เลี้ยง” อยู่ในกระชังหรือสัตว์ที่ล้อมคอก “เลี้ยง” ไว้) แต่ก็ยังมีปลาอีกเป็นจำนวนมาก (ซึ่งน่าจะมากกว่ามาก) ทั้งที่กำลังมีปัญหาและที่กำลังจะสร้างปัญหา ซึ่งผู้เขียนคิดว่า คสช.น่ามองเห็นปัญหานี้อยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นก็คงจะไม่ “แสดงอำนาจ” ออกมาให้มากกว่าเก่า (เช่น การคุมราคาลอตเตอรี่ซึ่งจะมีผลด้านการควบคุมภาคประชาสังคม หรือประกาศว่าจะจัดการกับข้าราชการขี้โกงชุดใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อการควบคุมภาครัฐ)

หรืออย่างที่ท่านอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน ได้กล่าวในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การอยู่ยาวของ คสช.ไม่เป็นปัญหา เพียงแต่ว่าจะอยู่เพื่อ “ทำอะไรอีก” ซึ่งในความเห็นของผู้เขียนก็อยากจะขยายความต่อสักเล็กน้อยว่า อย่างที่เราได้ทราบแล้วตลอดระยะหนึ่งปีของ คสช.มีบางเรื่องที่อาจจะแก้ไขได้บ้าง แต่ก็มีเรื่องใหญ่ๆ อีกหลายเรื่องที่แก้ไขไม่เสร็จหรือแก้ไม่ได้เลย อย่างเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญที่ผู้เขียนเชื่อว่า คสช.คงจะต้องให้มีการร่างขึ้นใหม่ มิฉะนั้นก็คงไม่ยุบคณะยกร่างพร้อมทั้ง สปช.ที่มีอยู่นี้ทิ้ง รวมถึงเรื่องปรองดองที่ยังมองไม่เห็นฝั่ง แม้ว่า คสช.จะพยายามใช้ไม้นวมมาโดยตลอด แต่เมื่อถึงที่สุดอาจจะต้องใช้ “ความเด็ดขาดบางอย่าง” ออกมาจัดการ

ประการสุดท้าย การประกาศกฎอัยการศึกอย่างที่ท่านนายกฯ บอกว่า ผบ.ทบ.สามารถดำเนินการได้แต่เพียงผู้เดียวนี้ ย่อมจะเป็นการ “แบไต๋” ให้ศัตรูทราบได้ว่า ถ้าเผื่อมีใครที่คิดจะควบคุมการปฏิวัติรัฐประหารแล้วละก็ เพียงแค่ไปกำหนดไว้ในที่ใดสักแห่งว่าไม่ให้ ผบ.ทบ.ใช้อำนาจนี้ อย่างที่นานาอารยประเทศเขาทำกัน หรือมีวิธีการควบคุมการใช้อำนาจนี้ให้รัดกุม

มิน่าท่านจึงจะขอรับผิดชอบการร่างรัฐธรรมนูญนี้ “แต่เพียงผู้เดียว”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท